ศาสตร์ลี้ลับ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มีจุดมุ่งหมาย คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีลี้ลับ

ศาสตร์ลี้ลับ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มีจุดมุ่งหมาย คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีลี้ลับ

วันนี้ผู้เขียนขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ”ไสยศาสตร์”กันต่อค่ะ..สำหรับเมืองฟ้าอมรดินแดนแห่งความศิวิไล “ประเทศไทย”หากว่าเราไปถามใครๆว่าเชื่อเรื่อง”คุณไสย”หรือไม่ คำตอบที่เราจะได้” ร้อยละ 70 คือไม่เชื่อ
และบอกไม่มีทางเป็นไปได้ ร้อยละ 10 บอกว่าไม่แน่ ส่วนร้อยละ 20 บอกมีแต่เรื่องจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น จะเอาเพียงพื้นฐานความรู้และการศึกษามาวัดเป็นมาตรฐานไม่ได้” ซึ่งอันนี้ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามดุลพินิจของแต่ละบุคคลไปค่ะ ถ้าหากว่าเรื่องในลักษณะนี้ไม่มีจริง ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า …นักเรียนนอก..อย่าง
“เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์”ทำไม พระองค์ มีความเชื่อในเรื่องความลี้ลับของ”ไสยศาสตร์” แล้วทำไมมหาเศรษฐีดีกรีระดับปริญญาเอกบางคนถึงได้ชื่นชมและมีความเชื่อมากถึงขนาดเดินทางเพื่อไปศึกษา..,
”สรรพอาคมสายเขาอ้อ”และใครๆอีกหลายคนที่มีดีกรีความรู้การศึกษาระดับสูงนั้น ถึงมีความเชื่อในเรื่องแบบนี้เอามากๆเพียงแต่เขาไม่เปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งเท่านั้นเอง นี่ก็คงเป็นเพราะพวกเขามีความหวาดเกรงว่าจะถูกผู้คนในสังคมมองว่างมงายไร้สาระก็เป็นได้

 

ศาสตร์ลี้ลับ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มีจุดมุ่งหมาย คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีลี้ลับ

 แต่สำหรับตัวผู้เขียนแล้วล่ะก็ พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยค่ะว่าการกระทำ คุณไสย น่ะมีอยู่จริงๆและในปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับคำว่า ไสยศาสตร์กันค่ะว่ามีความเป็นมาอย่างไรมาศึกษาไปพร้อมๆกันได้เลยค่ะท่านผู้ชม”ไสยศาสตร์ หรือ ศาสตร์มืด คือการทำ 
"คุณไสย"นั่นเอง โดยในพจนานุกรมไทยได้ให้คำจำกัดความ “คุณไสย “ว่า "เป็นพิธีกรรมเพื่อทำร้ายอมิตร" เป็นศาสตร์ที่ทางวิทยาศาสตร์ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป และ มีคนเชื่อถือนำไปใช้เอาไปฝึกปฏิบัติกันทั่วโลก         
ซึ่งในแต่ละชุมชนก็จะมีรูปแบบของ ไสยศาสตร์ ที่แตกต่างแปลกแยกกันออกไปอย่างหลากหลาย แต่สรุปแล้ว ไสยศาสตร์ ก็คือการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้นเป็นไปโดยผิดแปลกจากกฏของธรรมชาติ เช่น ทำให้สามีภรรยาที่ดีต่อกันรักกันมากๆต้องมีอันทะเลาะเบาะแว้งแตกความสามัคคีในที่สุดก็แยกทางเลิกร้างลากัน สามารถทำให้หญิงสาวหลงรักหนุ่มที่เคยเกลียด ซึ่งทุกคนจะเห็นได้ว่าโดยปกติแล้วส่วนใหญ่จะนำ ไสยศาสตร์ มาใช้ในทางที่ชั่วร้าย โดยเฉพาะการทำ "คุณไสย" ซึ่งคือพิธีกรรมใช้สำหรับทำร้ายผู้ที่ไม่เป็นมิตรด้วยการปลุกเสกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปในตัวของฝ่ายตรงข้ามอย่างเช่น ฝังรูปฝังรอย หรือ การทำเสน่ห์ยาแฝด การลงนะหน้าทอง จากผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้มีอาคม ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกที่ทำมาหากินด้วยการหลอกลวงต้มตุ๋นผู้คน หรือที่เรียกว่า”พวกสิบแปดมงกุฎ”นั่นแหละ ถึงกระนั้นก็ตาม“คุณไสย” หรือ “มนตร์ดำ”ก็ยังคงมีผู้ที่หลงเชื่อหลงงมงายกันอยู่มากมาย ทำให้พวก”สิบแปดมงกุฎ”มีช่องทางทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน นี่แหละภัยมืดของสังคมอีกอย่างหนึ่ง ที่นับวันจะยิ่งขยายออกไปเป็นวงกว้างมากขึ้น

 

ศาสตร์ลี้ลับ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มีจุดมุ่งหมาย คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีลี้ลับ

 

  “ไสยศาสตร์”ถือเป็น ศาสตร์ ที่ลี้ลับที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ และมีอยู่ทั่วโลกแม้กระทั่งช่วงระยะเวลาในปัจจุบันนี้ แม้รูปแบบจะแตกต่างกันออกไป แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีที่ลี้ลับ

“ลัทธิไสยศาสตร์ “คือการรวมอำนาจจิต รวมพลังงานทางจิตซึ่งได้ทำการอบรมจิตใจให้มีความยึดมั่น เชื่อถือ อย่างจริงจังโดยดำเนินไปตามหลักการทาง”ไสยศาสตร์ “ตามวิธีการนั้น ๆ ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ปาฎิหารย์ได้ด้วยกระแสคลื่นแห่งพลังอำนาจจิตอันแรงกล้า ของ” มโนภาพ ,สมาธิ ,จิตตานุภาพ” ทั้งสามประการนี้ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจที่ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นได้ “ลัทธิไสยศาสตร์ “ได้เกิดขึ้นมาก่อนพุทธกาล

ศาสตร์ลี้ลับ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มีจุดมุ่งหมาย คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีลี้ลับ

โดยคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ “ไตรเพท”ในลัทธิของพราหมณ์ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้

1.ฤคเวท เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์และสรรเสริญพระเจ้า

2.ยชุรเวท เป็นคำร้อยแก้วให้สำหรับท่องบ่นเวลาบวงสรวงบูชาพระเจ้า

3.สามเวท เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม          

4.อาถรรพเวท เป็นคัมภีร์ประกอบด้วยเวทยมนต์คาถาเรียกผีสางเทวดาให้ช่วยป้องกันอันตรายให้ และให้มีการแก้อาถรรพ์ ทำพิธีสาปแช่งให้เป็นอันตรายได้ด้วยค่ะ


ทีนี้ผู้เขียนจะนำท่านผู้ชมมาทำความรู้จักกับ”ประวัติของ ไสยศาสตร์, ไสยเวท ,ลัทธิไสยศาสตร์”      
คำว่า ไสย หมายถึง ลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนตร์ คาถาและ วิทยาคม”ไสย”นั้นจะแบ่งแยกออกเป็นประเภทดังนี้ค่ะ


1.”ไสยขาว”อันหมายถึงวิชชาอันลึกลับใช้ เวทมนตร์ ไปในทางที่ดี เช่นการทำเครื่องราง ของขลังและวัตถุมงคลต่างๆ เพื่อป้องกันภัยอันตราย หรือเพื่อเป็นเมตตามหานิยม เมตตามหาเสน่ห์และอิทธิวิธี


2.ส่วน”ไสยดำ”หมายถึงวิชชาที่กระทำผู้คนให้มีอันเป็นไปต่างๆนาๆเช่น ปล่อยคุณไสย ปล่อยเข็ม ปล่อยตะปูเข้าท้องคนอื่น หรือ ปล่อยหนังควายเข้าท้อง บิดลำใส้ และปล่อยผีที่เลี้ยงเอาไว้ไปทำร้ายผู้อื่นให้มีอันเป็นไปต่างๆนาๆ และนำบาตรแตกจสกวัดร้างไปฝังไว้ในอาณาเขตบ้านคนอื่นเพื่อทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด เป็นต้น..         

คำว่า “ไสย “นี้แปลความหมายได้อีกอย่างหนึ่งก็จะหมายถึงสิ่งที่มีความลึกลับอาถรรพ์ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อได้นอกจากเมื่อมันได้ออกมาเป็นผลลับแล้วเท่านั้น 

ส่วนคำว่า”ศาสตร์” หมายถึง ตำรา วิชา วิทยาคมคำสั่ง ข้อบังคับบัญชา ศาสนารวมเข้ากับ”ไสย”แล้วเป็น “ไสยศาสตร์” อันหมายถึง ตำราทาง ไสยศาสตร์ ลึกลับเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ ด้านเวทมนตร์ คาถา และ  อำนาจจิต เป็น ต้น..

ศาสตร์ลี้ลับ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มีจุดมุ่งหมาย คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีลี้ลับ

 

ไสยเวทย์, ไสยศาสตร์ หมายถึงตำราทางไสย วิชาทางไสย ไสยศาสตร์ เป็นวิชาว่าด้วยลัทธิเวทมนตร์
คาถาและวิยาคมเป็นศาสตร์ๆหนึ่งที่แยกย่อยมาจาก”ศาสตร์ 18 ประการ”ตามแบบฉบับของอินเดียโบราณ
ซึ่งล้วนมี ไสยศาสตร์ เข้าสอดแทรกและมีบทบาทร่วมอยู่ด้วยเสมอตามวิถีแนวทางในด้านความเชื่อของคนไทยเรามาตราบนานเท่านานกว่า7,000 ปี และแทรกอยู่กับความเป็นอยู่ของคนไทยตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เช่นการเสกทำน้ำมนต์ให้หญิงมีครรภ์คลอดบุตรง่าย การโกนผมไฟทำขวัญเด็กแรกเกิด พิธีสร้างบ้านใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ ทำพิธีกรรมสู่ขวัญ สวดเพื่อความเป็นสิริมงคลในบ้าน มัดตราสังข์ ทำโลงศพ เอาศพลงจากเรือน ทำประตูป่า ทำบันไดผี นำศพขึ้น เผา และการเสกทำน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ค่ะ 
 
ทีนี้ทุกท่านคงพอที่จะทราบกันบ้างแล้วใช่ไหมคะว่า ไสยเวท,ไสยศาสตร์ นั้นยังคงดำรงอยู่คู่กับชีวิตของมนุษย์เรามาโดยตลอดไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านมาแล้วกี่ยุคกี่สมัย  ซึ่งครั้งในต่อไปผู้เขียนจะพาท่านผู้ชมมาเจาะลึกทำความรู้จักกับ”ไสยศาสตร์”กันต่อค่ะ ทั้งนี้ผู้เขียนก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความที่ผู้เขียนนำมาเสนอนี้จะมีส่วนช่วยสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ด้านความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้ชมได้บ้างนะคะ

 

ศาสตร์ลี้ลับ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มีจุดมุ่งหมาย คือ การทำอันตรายต่อผู้คนด้วยวิธีลี้ลับ

 

 

 

ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก (อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ..และขอขอบคุณแหล่งสาระความรู้ข้อมูลด้าน”ไสยศาสตร์มนตร์ดำสายเขมร” (บางส่วน!!)จาก อินเตอร์เน็ต ค่ะ
เรียบเรียงโดย:โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์