โลกมีความยุติธรรมแบบโลก!ประสบการณ์คนVIP ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โลกมีความยุติธรรมแบบโลก!ประสบการณ์คนVIP ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

นาย ภัทระ คำพิทักษ์บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์.  กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้โพสต์ภาพและเนื้อหาผ่าน   เฟซบุ๊คI-MongPattaraKhumphitakโดยเล่าประสบการณ์ของกลุ่มคนระดับ VIP ที่เข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ อย่างใกล้ชิดโดยทิ้งประเด็นว่า โลกมีความยุติธรรมแบบโลก

 “26 ตุลาคม พ.ศ.2560 กราบพระบาท ชาตินี้ไม่มีวันลืม

“ทหารกองเกียรติยศ ถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”
เสียงนายทหารบอกแถวทหารรักษาพระองค์กังวานไปทั่วมณฑลพิธีการพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9

บรรดาผู้คนที่ยืนขึ้นอย่างพร้อมเพียงจะรู้สึกอย่างไรไม่รู้แต่พอนายทหารออกพระนามในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมทั้งเสียงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น ใจหายวูบใหญ่ราวกับตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
เพลงสรรเสริญพระบารมีเคลื่อนไปได้ไม่กี่ตอน เสียงยิงสลุตปืนใหญ่ถวายพระเกียรติยศก็ดังขึ้นติดๆกัน
“ตึ๊ม”
“ตึ๊ม”
“ตึ๊ม” ...

เสียงปืนใหญ่กัมปนาถขึ้นเมื่อไหร่ความรู้สึกบางประการที่เหมือนปริ่มๆจะปริร้าวก็ค่อยๆพังทลายลง
ณ สายตาเบื้องหน้าก่อนจะเห็นพระเมรุมาศอร่ามเรืองรองอยู่เบื้องหน้า ผมเห็นหยาดน้ำตาจากผู้ใหญ่ของบ้านเมืองท่านหนึ่งซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าติดกันอยู่นั้นหยาดลงมาตามร่องแก้ม

“ตึ๊ม”
“ตึ๊ม”
“ตึ๊ม”...

เสียงยิงสลุตดำเนินต่อไปขณะเพลงสรรเสริญพระบารมีเคลื่อนไป ก็มีเสียงสวดทำนองบีบหัวใจดังตามกระขั้นขึ้นมา
เมื่อเพลงจบลง ผมเห็นกลุ่มสุภาพสตรีที่นั่งอยู่ด้านหน้าทางด้านซ้ายมือของศาลาลูกขุนด้านทิศเหนือซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มผู้บริหารองต์กรอิสระพากันควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาอยู่ 3-4 คน

เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายเลยนะที่จะเขียนเรื่องการได้ไปร่วมงานพระบรมศพเพราะมันหลากหลายความรู้สึกมาก  หลังเข้ากราบพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง ผมแขวนเสื้อขาวไว้หน้าตู้เสื้อผ้าโดยหวังว่า น่าจะได้ใส่มาร่วมงานถวายเพลิงพระศพแต่เมื่อเดือนสองเดือนก่อนทราบว่า คงไม่ได้รับเชิญมางานนี้เสียแล้ว จึงปลงใจว่า จะไปหาที่พักแล้วหาทางมาเองเพราะไม่ว่า จะไปแบบไหนผมก็ตั้งใจว่า จะไปให้ได้

น่าแปลกว่า เช้าวันหนึ่งผมเห็นเสื้อขาวแขวนอยู่แล้วบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวเย็นนี้จะมาเก็บเข้าตู้ บ่ายวันนั้นเองท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็แจ้งข่าวดีว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)จะได้รับเชิญไปร่วมงานพระบรมศพ
เวลาอยากมักไม่ได้ พอหมดอยากกลับได้ ชีวิตมันมีอะไรแปลกๆอย่างนึ้เสมอ

เมื่อได้รับบัตรเชิญจากทางรัฐบาล ดูเหมือนว่า ทุกคนที่ได้รับมาจะดูแลอย่างดี เก็บรักษาอย่างถนุถนอม เพราะรู้ดีว่า แค่บัตรเชิญก็เป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ต้องเก็บรักษาให้ดี เพราะมิใช่แต่มีความหมายส่วนบุคคลหากแต่ยังเป็นประวัติศาสตร์ของชาติในภายภาคหน้าอีกด้วย

ลเราได้รับแจ้งว่า ในวันที่ 26 ตุลาคม จะมีนัดรวมพลของผู้ที่ได้รับเชิญเพื่อเดินทางเข้าไปยังมณฑลการพระราชพิธีพร้อมกันหลายจุด

 

เหตุที่ต้องรวมพลเดินทางเป็นหมู่คณะมิให้แยกย้ายกันเดินทางเพราะจะมีผู้คนมาอย่างเนืองแน่น ส่วนจะมีจำนวนมากสักเท่าไร ไม่มีผู้ใดคาดการณ์ได้ถ้าต่างคนต่างเดินทาง ต่างคนต่างใช้รถก็คงโกลาหลกันทั้งเมืองทราบว่าจุดรวมพลมีหลายแห่งเช่น กองทัพเรือ กระทรวงวิทยาศาสตร์ ฯลฯกรธ.ถูกระบุให้ไปรวมพลอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเรานัดกันออกจากรัฐสภาตอน10.00น.พอรถตู้สภาวิ่งออกจากประตูพิเศษด้านราชวิถี วิ่งเลาะสวนสัตว์เขาดินไล่เลียบไปทางวัดเบญจมบพิตร วกเข้าถนนพิษณุโลก

เพื่อเข้าทำเนียบรัฐบาลนั้น ภาพที่เห็นทำให้ต้องอึ้งกันไปทั้งคันรถเพราะสองข้างทางนั้นเนื่องแน่นไปด้วยประชาชนใส่ชุดสีดำ แต่ละคนคงมาจากสารพัดทิศ มีทุกเพศทุกวัยแต่ดูเหมือนตั้งใจอยู่อย่างเดียวกันคือ มาร่วมงานเพื่อแสดงกตัญญุตาคุณแด่มหากษัตริย์ที่เป็นที่รักยิ่งของเรา

ผมมารู้เอาในวันรุ่งขึ้นจากน้องคนหนึ่งว่า คนที่เขารู้จักใช้เวลาตั้งแต่เช้ากว่าจะร่วมวางดอกไม้จันทร์ที่ลานพระราชวังดุสิตได้ก็ตกเข้าเย็นค่ำ
รถแหวกฝูงชนเข้าทำเนียบรัฐบาลได้เข้าไปจอดด้านข้างตึกไทยคู่ฟ้า มีเจ้าหน้าที่เขิญเข้าไปนั่งพักในตึกสันติไมตรีหลังนอก

ในตึกสันติไมตรีหลังนอกนั้น เขาจัดโต๊ะกลม พร้อมป้ายวางไว้บนโต๊ะแต่ละตัวว่า เป็นรถบัสหมายเลขอะไร กรธ.ได้รับจัดให้นั่งโต๊ะหมายเลข 6-7-8 นั่งรถคันที่ 8ป้ายบนโต๊ะเขียนไว้ว่า Bus 8เหลียวไปดูด้านหน้าซึ่งเป็นเวทียกสูงขึ้นไปเล็กน้อยนั้นเป็นจอขนาดใหญ่ถ่ายทอดพิธีของสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เหนือจอเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เยื้องออกไปสองด้านนั้นเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

ในห้องล้วนแต่เป็นคนสำคัญเช่น สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คณะผู้บริหารองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้นำภาคเอกชน ทุกคนอยู่ในชุดใหญ่เต็มยศคือ เสื้อขาว ติดแขนทุกข์ กางเกงดำ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามที่ระบุมาพร้อมบัตรเชิญคือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลช้างเผือกซึ่งคนในห้องส่วนใหญ่จะได้ชั้นสูงสุดที่เรียกกันตามสำนวนภาษาในวงราชการและการเมืองว่า “สายสี่” กันเป็นส่วนใหญ่

งานพระราชพิธีครั้งนี้ผู้เคยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต้องประดับเฉพาะตระกูลช้างเผือกเป็นสำคัญ ผู้ใดที่ได้รับสายสามคือ มหาวชิรมงกุฏไทยซึ่งจะเป็นสายสะพายสีน้ำเงินมีแถบเล็กๆอยู่ทั่งสองด้านซึ่งถือว่า สูงกว่าสายสองที่เป็นตระกูลช้างเผือกสายสะพายสีแดงเช่นเดียวกับสายสี่ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดแต่ต่างกันเพียงว่าแถบสีเขียวของสายสองจะกว้างกว่าสายสี่ก็ต้องประดับสายสองมาห้ามประดับสายสาม

ในห้องจึงดารดาษไปด้วยคนห้อยสายสะพายสายสี่เป็นทิวแถว ที่ออกจะแปลกตาผ่าเหล่าผ่าก่อไปบ้างก็มีแต่ผม ฝ่ายเอกชนและอีกจำนวนไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้มาเพราะทำหน้าที่แค่มิได้ทำราชการอะไรกับเขา

ฝ่ายสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น เห็นท่านรองสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นำคณะประธานกรรมาธิการสามัญประจำสภามาหลายสิบคน สอบถามบางท่านได้ความว่า สมาชิกที่เหลือจะรวมตัวอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ โต๊ะข้างๆกันคือ บรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่ายเอกชนนั้นมีทั้งประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กลินทร์ สารสิน และอีกหลายคน

ระหว่างพักรอเวลาอยู่นั้นดูเหมือนจะเป็นโอกาสที่ใครอยากคุยกับใคร ใครอยากเคลียร์กับใคร ใครอยากปรึกษาหารือกับใครใครอยากถามสารทุกข์สุขดิบกับใครก็ทำได้เต็มที่เพราะดูจากภาพบนจอแล้วยังมีเวลาอีกเป็นชั่วโมง

การสนทนาในเวลาอย่างนี้จะว่าไปก็มีความสำคัญอยู่ไม่น้อยเพราะถึงจะทำงานสัมพันธ์กันอยู่บ้าง แต่ใช่ว่า จะมีโอกาสได้มาเจอะเจอและมีเวลาพูดคุยกันเช่นนี้ได้แต่โดยมากแล้วก็จะจับกลุ่มกันนั่งดูการถ่ายทอดสดกันไปสนทนากันไป ถ้าไม่พูดกันเรื่องพระราชพิธีก็แวบไปคุยกันเรื่องการเรื่องงานทั้งหลาย

ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะประกาศให้ทราบถึงวิธีปฏิบัติเช่น จะมีเจ้าหน้าที่พาไปขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล คณะทั้งหมดนี้จะเข้าไปนั่งในพระที่นั่งทรงธรรม บัตรที่ได้รับแจกนั้นได้กำหนดเลขที่นั่งของแต่ละคนไว้หมดแล้ว ให้นั่งตามหมายเลข เป็นต้น

เจ้าหน้าที่คงวิตกเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะเป็นการให้บริการคนจำนวนมากและล้วนแต่เป็นคนมีหน้าที่สำคัญทั้งสิ้น เธอจึงตกท้ายด้วยมธุรสวาจาว่า ถ้าดิฉันผิดพลาดอะไรก็ขอให้อภัยด้วย

ครับ อย่าว่าแต่เจ้าหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ที่ไหนก็ตาม ช่วงเวลาแบบนี้แม้แต่อาสาสมัครทั้งหลายก็ล้วนแต่ยากลำบากเพราะตัองดูแลคนจำนวนมากพร้อมๆกันแต่สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านไปได้ด้วยดีคือ ทุกคนตั้งใจและช่วยกัน
พอได้เวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่มาเชิญให้รับประทานอาหาร

โถงกลางที่เชื่อมตึกสันติไมตรีหลังนอกกับหลังในนั้นปัจจุบันมีหลังคามุงเชื่อมติดต่อกันมาเป็นเวลากว่าทศวรรตแล้ว แต่สมัยผมยังเป็นผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลอยู่นั้น ยังไม่มีหลังคามุงตรงโถงกลางนี้เลย

ร้านอาหารเล็กๆ 4-5 เจ้าที่ตั้งอยู่กลางโถงนั้นให้บริการอยู่ เริ่มจากร้านข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวซอย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อและก๋วยเตี๋ยวหมู แต่ถ้าใครยังจะรับประทานอาหารเจก็มีข้าวแกงเจใส่กล่องวางไว้ให้บนโต๊ะสุดท้ายอีกจำนวนหนึ่ง

สังเกตว่า อาจเพราะทุกคนต้องระมัดระวังอาหารการกินหรือต้องดูแลสุขภาพของตัวให้อยู่ในสภาพที่พร้อมในอีกหลายชั่วโมงข้างหน้า จึงไม่ค่อยมีคนรับประทานข้าวซอยซึ่งมีส่วนผสมเป็นกะทิมากนัก ส่วนเจ้าอื่นแม้จะอร่อยดีแต่หลายคนก็รับประทานกันแต่พอดีกันเท่านั้น

ประมาณ 12.15 น. แต่ละกลุ่มก็ถูกเรียกไปเขาแถวตอนสองเดินไปขึ้นรถบัส ขบวนทั้งหมดประกอบด้วยรถตู้ 4 คันซึ่งมีไว้บริการสำหรับหัวหน้าหรือประธานหน่วยงานสำคัญ ส่วนที่เหลือจะเป็นรถบัสสีขาวอีก 11 คันและรถเมล์ปรับอากาศสีส้มอีกจำนวนหนึ่ง

เป็นภาพน่าดูไม่หยอกที่เห็นผู้คนใส่สายสะพายขึ้นรถเมล์ ผมไม่ทราบว่า จะมีเจ้าใหญ่นายโตกี่คนที่อาจจะไม่เคยขึ้นรถเมล์นานแล้ว คราวนี้ก็เป็นคนโอกาศดีที่จะได้ลองนั่งรถเมล์กันบ้างบ่ายโมงบ่ายสองรถก็ยังติดเครื่องรออยู่ที่เดิม เจ้าหน้าที่เปิดทีวีในรถให้คนในรถได้ติดตามสถานการณ์เวลานั้น ผมอดขำหน่อยๆไม่ได้ว่า คนทั้งหมดนี้ได้เข้าไปร่วมพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งแต่ธรรมะจัดสรรยุติธรรมดียิ่ง กล่าวคือ

คนที่ตั้งใจไปนอนรอข้ามวันข้ามคืนจะได้ส่งเสด็จด้วยสายตาของเขาตั้งแต่การอัฐเชิญพระบรมศพจริง รวมทั้งการอัญเชิญโดยขบวนพระเกียรติยศ คนได้รับบัตรเชิญก็ได้ไปเข้าเฝ้าและมีหน้าที่ที่ต้องทำตามแบบพิธี ถึงได้เข้าถึงพระเมรุแต่ใช่ว่าจะได้เห็นและมีส่วนร่วมทั้งหมด มีแต่ประชาชนที่ไปถวายดอกไม้จันทน์ที่อื่นและมีโอกาสชมการถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์นั่นต่างหากที่จะเห็นและใกล้ชิดทุกอย่างตามเวลาจริง

บางกรณีเราเลือกและตัดสินใจได้เองแต่ บางกรณีเป็นเรื่องธรรมะจัดสรรโดยแท้โลกก็มีความยุติธรรมแบบโลกโชคดีว่า รถหมายเลข 8 มีห้องน้ำที่พออาศัยได้ บรรดาผู้มีหน้าที่ซึ่งโดยมากก็จะมีอายุอานามพอควรแล้วจึงได้อาศัยไม่ต้องกังวลใจแต่เหลือบไปดูคันข้างหน้าเห็นทยอยลงจากรถเดินกลับเข้าไปใช้ห้องสุขาในทำเนียบจำนวนไม่น้อย

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อมูลว่า หลังอัญเชิญพระบรมโกศเข้าพระที่เสร็จเรียบร้อย เมื่อพระเจ้าอยู่หัวประกอบพระราชพิธีช่วงนั้นเสด็จแล้ว พอพระราชดำเนินกลับ ขบวนทั้งหมดนี้จึงจะวิ่งเข้าสนามหลวง พร้อมๆกันนั้นขบวนอื่นก็จะเข้าประจำจุด ที่อยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ก็จะวิ่งมาต่อขบวนที่ทำเนียบ

คนที่จะเข้าประจำที่ในพระที่นั่งทรงธรรม เว้นแต่พระราชวงศ์และผู้นำต่างประเทศแล้ว คนจำนวนร่วมพันๆคนที่ได้รับบัตรเชิญจากรัฐบาลก็จะเข้าไปในมณฑลพิธีด้วยวิธีการแบบนี้

เข้าใจว่า ที่อยู่จุดรวมพล ณ กองทัพเรือและจุดอื่นๆก็จะข้ามเข้ามา และเข้าประจำศาลาลูกขุนในลักษณะคล้ายคลึงกัน
บ่ายสามนิดหน่อยขบวนรถก็เคลื่อนออกจากทำเนียบรัฐบาลเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนพิษณุโลก เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชดำเนินนอก เพื่อเข้าถนนราชดำเนินใน ตลอดสองข้างทางนั่น ถ้ารถวิ่งเร็วๆก็ไม่ต่างอะไรกับคนเอาสีดำทาเป็นปื้นทางยาวต่อเนื่องกันไม่มีขาดสาย

ผู้คนเนื่องแน่นตลอดเว้นทาง เห็นแล้วขนแขนลุกเพยิบพยาบ ผมหันไปพูดกับพี่ที่นั่งคิดกันว่า “เห็นคนแล้ว ขนลุกว่ะพี่”
บางจังหวะที่รถชะลอตัวและไปจอดติดที่สะพานสะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระปิยะมหาราชและได้รับการปรับปรุงขยับขยายเพื่อความสะดวกโดยแนวพระราชดำริรัชกาลที่ 9 ความที่ผมนั่งติดริมหน้าต่างจึงมองเห็นสายตาของประชาชนจำนวนมากที่มองคนในรถด้วยสายตาฉงนสนเท่

เป็นผมก็คงงงว่า จู่ๆคนพวกนี้เป็นคนใคร คนเขาเดินกันยาวเหยียดยังหาทางเข้าไม่ได้ แต่ขบวนนี้มีรถนำแถมยังมากันเป็นสิบๆคันนาทีนั้นผมตระหนักขึ้นมาถึงความสำคัญของการทำหน้าที่และหวังว่า สายสะพายเส้นแดงๆเต็มรถนั้น คงเป็นคำตอบเลาๆให้กับผู้คนได้บ้างตามสมควร

ยิ่งตอนรถสิ่งผ่านสะพานผ่านฟ้าลีลาศเข้าถนนราชดำเนินกลางตรงหัวโค้งแถบภูเขาทองนั้นเป็นพาโนรามาขนาดใหญ่ที่เนืองนองไปด้วยผู้คน

สายตานับหมื่นคู่ที่มองมานั้น ยิ่งทำให้รู้สึกตัวฝ่อลงเหลือนิดเดียว แต่ขณะเดียวกันการประจักษ์แจ้งถึงความรักความสามัคคีอันเนื่องจากจุดรวมหัวใจเดียวกันก็ทำให้จิตใจพองโต

บางจังหวะที่ได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ติดอยู่แวดล้อมไปด้วยผู้คน ภาพอันทรงพลังยิ่งนั้น ถ้าไม่มาเห็นในมุมเข่นนี้ ในเวลาเช่นนี้ ด้วยตัวเองก็ยากที่จะบอกกล่าวให้เข้าใจลึกซึ้งได้

ยิ่งใกล้ถึงหัวโค้งโรงแรมรัตนโกสินทร์ผู้คนยิ่งมากเป็นทวีคูณเข้าไปอีก การได้นั่งรถบัสทำให้มองเห็นมุมสูงและการได้มองเห็นเพื่อนร่วมชาติในห้วงเวลาแบบนี้ ทำให้รู้สึกว่า ต่อไปจะมีเรื่องเล่าว่า เส้นทางสั้นๆไม่กี่กิโลเมตรนี้ ครั้งหนึ่งอัดแน่นไปด้วยความรัก ความอาลัย ความวิปโยคโศกเศร้าและความมุ่งหวังความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆที่เราต่างจะทำเพื่อตอบแทนให้คนที่เรารักร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย

ถ้าเรารักษาไว้ได้นี่คือ สิ่งที่ค้ำจุนชาติบ้านเมืองต่อไปวาบหนึ่งผมคิดไปว่า สำหรับคนไทยพ.ศ.นี้ การเสด็จสวรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 บางทีอาจจะมีลักษณะเหมือนการระเบิดของบิ๊กแบง70 ปีแห่งการครองราชย์ได้หล่อหลอมเอาความรักความผูกพัน ความกตัญูญูที่ปวงผู้คนสารพัด ตามหุบเขาลำเนาไพร ชาวเขา เงาะป่าซาไก คนเมือง คนชนบท คนยาก คนมี ลงสู่จุดเดียว ความรู้สึกนั้นอัดแน่นในหัวอกและการสิ้นพระชนม์เป็นเสมือนระเบิดของบิ๊กแบง ทำให้พลังงานแห่งความรัก ความหวังดี ความเสียสละ อดทน ความมุ่งเจริญต่อกันแผ่กระจายออกไปในวงกว้าง เพื่อเติบโตเป็นทุนทางสังคม ออกหน่อออกผล เติบโต ค้ำจุน บ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

เมื่อสบตาผู้คนที่รอเฝ้าอยู่ริมถนน ผมเห็นและสัมผัสได้ถึงสิ่งนั้นขบวนรถผ่านหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ข้ามสะพานพิภพลีลา อ้อมผ่านหน้าธรรมศาสตร์ จอดหลังพระที่นั่งทรงธรรมขบวนก่อนหน้าคันผมเข้าไปหมดแล้วแต่เมื่อตอน Bus 8 จอด ถัดไปอีกไม่กี่เมตรรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงเหมือนโบกี้รถรางจอดสนิทอยู่ คณะองคมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กำลังทยอยลงจากรถ บางท่านชรามาก ท่านเดินปรกติไม่ได้ต่องกระเถิบเท้าเอาทีละหน่อย โดยมีลูกหลานประคองอยู่ทั่งสองข้างก็มี

เรายืนรอให้ทางท่านอยู่ชั่วขณะ แต่ชั่วเพียงสองสามอีกใจเท่านั้น ก็รู้สึกว่ามีหยาดน้ำเม็ดใหญ่ตกลงต้องหน้า
เอามือลูบดูพร้อมแหงนมองขึ้นฟ้าแล้ว ผมบอกท่านอาจารย์ศุภชัย ยาวประภาษ ที่เดินมาพร้อมๆกันว่า ท่านอาจารย์ครับฝนตกแล้ว ไม่ทันขาดคำฝนก็ถะถั่งลงมาเป็นสายติดๆกัน

เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นสุภาพสตรีสองสามท่านแถวนั้น บอกกันวุ่นวายว่า “พาไปทางนั้นเลยๆ” หันไปดูทางเข้าพระที่นั่งทรงธรรมที่ต้องเข้ากันนั้นยังแออัดไปด้วยคนที่เข้าไม่หมด

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนหนึ่งพาท่านอาจารย์ศุภชัยกับผมตรงไปอีก 5-6 เมตรแล้วจึงเลี้ยวซ้ายไปก็พบว่า ตรงนั้นมีทางเข้าด้านปีกหลังทางทิศเหนืออีกประตูหนึ่ง ผมไม่มีโอกาสหันไปดูว่า ใครตามมาบ้างรู้สึกแต่ว่ามีคนกระโจนตามกันมาเป็นพรวน

พอเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องโถงกว้างยาวตามลักษณะอาคารที่เป็นปีกด้านทิศเหนือของพระที่นั่งเก้าอี้ในอาคารถูกวางให้หันหน้าไปยังที่ประทับพระเจ้าอยู่หัว แถวเก้าอี้จะยาวๆติดกัน โดยมีวรรคตอนคั่นให้เป็นทางเดินอย่างสะดวก ผนังด้านนี้เป็นภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับพระราชกรณีนกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 งามเด่นชวนชมยิ่งนักแต่ก็ไม่ได้มีโอกาสที่จะทำอะไรแบบนั้นเพราะต้องหาที่นั่ง K9 ให้เจอที่เก้าอี้แต่ละตัวจะมีหมายเลขติดเอาไว้ตามขอบพนักด้านบนของเก้าอี้

เมื่อเดินผ่านแถวที่เป็นโถงยาวด้านขวางที่เข้ามาตรงไปเรื่อยตามทางขวามือ ถึงบริเวณบังคับเลี้ยวซ้ายอีกทีบริเวณนี้เหมือนกับส่วนต่อขยายออกมาจากส่วนกลางซึ่งเป็นที่ประทับบริเวณนั้นเป็นแถวที่นั่งของกรธ.

น่าสังเกตว่า เก้าอี้ที่จัดให้นั่งนั้นก็ต่างลำดับกันเพราะแถวที่เราผ่านเข้ามาตอนแรกนั้นเป็นก้าวอี้เบาะหุ้มคลุมด้วยผ้า แต่แถวที่เรานั่งอยู่ซึ่งก็มีการเว้นบริเวณตรงกลางและขอบข้างเว้นไว้เป็นทางเดินนั้น เป็นเก้าอี้พนักไม้เก้าอี้หุ้มเบาะ

ผมได้นั่งอยู่แถวที่สองของตอนที่อยู่ด้านขวา หัวแถวแรกสุดด้านขวามือเป็นที่นั่งของท่านอาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ถัดมาเป็นอาจารย์อมร วาณิชวิวัฒน์ ท่านอาจารย์อุดม รัฐอมฤต ท่านนรชิต สิงหเสนี อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ภริยาท่านอภิชาต สุขัคคานนท์ และท่านอภิชาติ

แถวนี้ติดกับประตูทางเข้าพระที่นั่งทรงธรรมที่คนออกเข้าตั้งแต่แรก เข้าใจว่าจะเป็นทางเข้าของคนสำคัญๆ เราทั้งหลายเลยได้เห็นหมดว่า ใครมาในสภาพไหนมะล่อกมะแล่กแค่ไหนแต่ข้อเสียคือ ท่านนรชิต เป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านจึงเป็นที่รู้จักของคนมาก เช่นเดียวกับท่านอาจารย์อุดม ท่านอภิชาตและท่านอาจารย์ชาติชายท่านเหล่านี้เลยนั่งไม่เป็นสุขเพราะตัองไหว้คนนั่นรับไหว้คนนี้ร่ำไป ไม่ผิดอะไรกับศาลเจ้าทีเดียว

ที่มีการเผยแพร่ว่า ในงานที่พระเจ้าอยู่หัวเสด็จนั่นไม่ต้องไหว้กันก็คงจริงแต่ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติสักเท่าไหร่ ทั้งนี้อาจเพราะเวลานั้น พระองค์ท่านยังไม่ได้เสด็จกลับมาก็เป็นได้

ทันทีที่เรานั่งลง ฝนก็กระหน่ำจนน่ากลัว มองจากที่นั่งอยู่ออกไปทางด้านซ้ายจะเป็นประตูทางออกคู่ขนานกับทางเข้าพระที่นั่งทรงธรรมประตูบานนั้นเปิดออกก็จะเป็นทางลงจากพระที่นั่งเดินตรงไปก็จะเป็นพระเมรุมาศด้านทิศเหนือซึ่งเป็นทางขึ้นวางดอกไม้จันทน์ของผู้เป็นสามัญชนทั้งหลาย

สิ่งที่มองเห็นขณะนั้นคือ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยกำลังเก็บของที่ไม่จำเป็นจากพระราชพิธีช่วงเช้าขึ้นรถ ทหารรักษาพระองค์ยืนเฝ้าระวังถวายเป็นพระเกียรติยศอยู่โดยไม่ไหวติง

เหล่าเจ้าพนักงานเก็บของเสร็จพวกเขาก็คุกเข่าพร้อมกันก้มลงกราบที่พื้นก่อนจะปีนขึ้นท้ายรถกระบะแล่นออกไป เหลือแต่ทหารรักษาพระองค์ในเครื่องแบบเต็มยศสีแดงประจำเหล่า และสีแดงนั้นพร่าเลือนไปในสายฝนที่พร่างพรูลงมาอย่างไม่ขาดสาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาถึงในสภาพเปียกฝนเล็กน้อย พอเข้ามาเห็นเรานั่งอยู่ก็เข้ามาทักทายสวัสดีกันแล้วท่านก็เลี้ยวซ้ายเดินผ่านแถวที่นั่งของกลุ่มผู้บริการองค์กรอิสระแล้วขึ้นบันได้สามขึ้นไป บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ยกสูงขึ้นไปสักสองสามฟุต มีกระถางเคลือบขนาดใหญ่มีพระปรมาภิไธยภปร.เด่นสง่าอยู่ในกระถางประดับด้วยกล้วยไม้สวยงามพุ่มใหญ่ตั่งอยู่กลางทางเดินเป็นเครื่องบอกระยะว่าสิ้นสุดระยะต้องระวังพื้นที่ต่างระดับ ถัดจากกระถางนั้นเป็นต้นไปจะเป็นที่นั่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งจะนั่งเรียงรายแถวละ 9 คนแยกเป็นสองฝั่งเหมือนที่เรานั่งเช่นกัน

ผ่านแถวสนช.สิบกว่าแถวนั้นเข้าไปก็จะเป็นคณะทูตานุทูตและกงศุลของประเทศต่างๆ ซึ่งสังเกตว่ามีทั้งคนต่างชาติและคนไทย ในส่วนที่เป็นคนไทยแต่เป็นกงศุลประเทศอื่นท่านเหล่านี้จะมาในชุดทักซิโด้ดำทั้งหมด

ด้านหน้าๆนั้นก็จะเป็นกลุ่มตุลาการ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่านนายกฯจะนั่งอยู่แถวหน้า ถัดมาด้วยท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านประธานศาลฏีกาท่านใหม่ ท่านชีพ จุลมนต์ ส่วนด้านอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานศาลต่าง ไม่ว่าจะเป็นท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ฯลฯ ต่างก็มีที่นั่งสมควรแก่เกียรติและฐานะตามประเพณีปฏิบัติกันมา

อาจเพราะคนเข้าประตูพระที่นั่งเข้ามาแล้วจะเจอพวกเรานั่งหน้าสลอนอยู่เลยต้องทักกัน แต่พอทักเราแล้วต้องเลี้ยวขวาเดินเข้าไปซึ่งจะเป็นการเข้าด้านหลังคนที่นั่งอยู่ ท่านเหล่านั้นเลยไม่ต้องทักคนนั่งอยู่ก่อนแล้วเพราะมองไม่เห็นกัน

คนที่เปียกมะล่อกมะแล่กมากนักกว่าเพื่อนเห็นจะเป็นอาจารย์วิษณุ เครืองามและสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สองรองนายกรัฐมนตรีเพราะถึงมีร่มแต่ร่มแถวนั้นก็คันเล็กเกินและช่วงที่ท่านมาถึงฝนก็กำลังกระหน่ำหนัก

คนที่มาพร้อมกับร่มคันใหญ่และเป็นร่มของตัวเองก็คือ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ท่านผู้นี้มาถึงโดยร่มเบียร์ช้างสีเขียว
มีคนกระซิบถามผมว่า คุณเจริญกับคุณธนินทร์ เจียวรานนท์ ใส่สายสะพายอะไรมา เป็นสายดิเรกคุณาภรณ์หรือเปล่า ผมเรียนว่า ไม่ใช่ครับ หากแต่เป็นสายสี่ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก สีแดงซึ่งเป็นสายสูงสุดของข้าราชการและนักการเมืองนั่นล่ะ และเป็นไปได้ว่า คงได้มานานแล้วก่อนจะมีการสถาปนาตระกูลดิเรกคุณาภรณ์

อย่างไรก็ตาม ข้าราชการกับพ่อค้าวาณิชย์ก็มีความต่างกันอยู่ เพราะมหาเศรษฐีทั้งสองท่านต้องเลี้ยวซ้ายจากทางเข้าไปนั่งด้านหลัง

แม้ฝนจะเทแบบฟ้ารั่วแค่หลายคนทั้งไทยทั้งเทศก็อั้นไม่ไหวอยากจะไปห้องน้ำแต่ปรากฏว่า ลงจากบันไดพระที่นั่งไปน้ำนองทางเดิน ใครทนไม่ไหวก็ต้องกระหย่งเท้าเดินลงไปเข้าห้องน้ำเฉพาะกิจที่สร้างไว้อย่างดี

ก่อนหน้านั้น ท่านนรชิตพูดกับผมว่า คอยดูนะพอจะเสด็จเดี๋ยวฝนก็จะหยุด ท่านว่า มันมักจะเป็นอย่างนั่นเสมอซึ่งก็ไม่รู้จะด้วยเหตุใด ท่านเล่าขยายความให้ฟังด้วยว่า ครั้งหนึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะจัดวิ่งมาราธอนและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเสด็จเป็นองค์ประธาน วันก่อนมีงานฝนก็ตก เช้าวันมีงานฝนก็ยังตกอยู่ จนใครต่อใครบอกว่าจะไหวหรือ แต่พอพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาถึงฝนหยุดและหยุดกระทั่งงานจบ แต่พอเสด็จพระราชดำเนินกลับเท่านั้นล่ะฝนก็ลงมาอีกไม่ลืมหูลืมตาแล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฝนที่กระหน่ำหนักนั้นซาลงจนขาดเม็ด พอดีเวลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ก็เสด็จพระราชดำเนินมาถึงพร้อมๆกับเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้นแรกๆก็ผลุดลุกผลุดนั่งตามแถวหน้าๆเขาทำกันเพราะจากบริเวณที่นั่งกันอยู่นั้น มองไม่เห็นพระบรมวงศานุวงศ์เลยแม้แต่พระองค์เดียว พระราชาธิบดี หรือคิงส์หรือเจ้าหญิง เจ้าชายหรือผู้นำประเทศไหนก็ไม่ได้เห็น

เชื่อไหมครับว่า ละแวกที่นั่งกันอยู่นั่นได้แต่ชะเง้อมองจอทีวีขนาดเล็กราวสองฟุตที่เขาเอามาวางไว้แถวๆที่นั่งผู้บริหารองค์กรอิสระแต่เจ้ากรรมเขาตั้งไว้ไม่สูงนักพอๆกับแถวที่นั่ง คนแถวอื่นเลยต้องชะโงกกันเป็นยีราฟโดยเฉพาะคนนั่งในปีกขวานั้นแทบจะไม่เห็นอะไรเลย

ผมบอกแล้วว่า โลกมีความยุติธรรมแบบโลกที่เราคาดคิดไม่ถึงอยู่เสมอ ไม่มีใครได้อะไรหมดหรือมีใครขาดอะไรไปหมดเช่นกัน
กระทั่งมีเสียงบอกแถวทหารกองเกียรติยศที่เคลื่อนขบวนเข้ามารอท่าอยู่แล้วให้ถวายความเคารพโดยมีการออกพระนาม นั่นล่ะความรู้สึกที่ปริ่มๆอยู่ของใครหลายคนจึงทลายออกมา

“ทหารกองเกียรติยศ ถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมราชบพิตร”เสียงนายทหารบอกแถวทหารรักษาพระองค์กังวานไปทั่วมณฑลพิธีการพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9

ผู้คนยืนขึ้นอย่างพร้อมเพียง พอนายทหารออกพระนามในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมทั้ง“ทหารกองเกียรติยศ ถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมราชบพิตร”
เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงขึ้น ตามด้วยเสียงสวดในทำนองหลวงกับ เสียงยิงสลุตปืนใหญ่ถวายพระเกียรติยศก็ดังขึ้นติดๆกัน
“ตึ๊ม”
“ตึ๊ม”
“ตึ๊ม”
ใครต่อใครหลายคนในพระที่นั่งทรงธรรมปาดน้ำตาข้างแก้มหนแล้วหนเล่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จขึ้นพระเมรุมาศโดยพระราชดำเนินลงทางลงด้านหน้าที่ประทับ สมเด็จพระราชา สมเด็จพระราชาธิบดี ตัวแทนประเทศต่างๆขึ้นวางดอกไม้จันทน์กันหมดแล้ว คราวนี้คนในพระที่นั่งยืนขึ้นถวายความเคารพอยู่เป็นเวลานานณ เวลานั้นถึงจะมองไม่เห็นแต่ก็ทราบกันจากประสบการณ์ว่า เป็นช่วงสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระบรมวงศานุวงศ์ กำลังทรงมีพระราชปฏิสัณฐานกับเหล่าผู้แทนประเทศต่างๆ

กระทั่งเสด็จพระราชดำเนินกลับและกลุ่มทูตานุทูตกลับลงมาจากพระเมรุมาศแล้ว กลุ่มสนช.ก็ขึ้นไป กรธ.ก็ถูกกำหนดให้ตามไปเราเดินแถวเรียงสองไปตามด้านทิศเหนือของพระเมรุมาศ ด้านขวาเป็นศาลาลูกขุนที่ข้าราชการและแขกอื่นๆนั่งรอเต็มขนัดอยู่จนถึงทางเลี้ยวขวาจะขึ้นพระเมรุนั่นแล้ว เจ้าหน้าที่จึงขอความกรุณาให้จัดเป็นแถวตอนสี่ผมเลยต้องร่นลงมาจากหัวแถวเพียงแถวเดียว พอจะร่นไปแถวที่สองก็มีคนข้างหลังพูดขึ้นมาว่า ผมมากับภรรยาครับ แปลว่า เขาไม่ร่นตามลงไป ผมก็หันรีหันขวางอยู่ว่า จะทำอย่างไร จังหวะนั้นคุณสุเทพและภริยา คุณศรีสกุล เทือกสุบรรณ ก็เขยิบขึ้นมาทางขวามือเติมเป็นสามคนและพล.ต.วิระโรจนวาศ มาเติมทางขวาเป็นคนที่สี่ เราสี่คนเลยเป็นแถวที่สองของตอนนี้ได้ขึ้นพระเมรุมาศไปพร้อมๆกัน

ก่อนหน้านี้ราวๆสามสัปดาห์ คณะกรธ.ได้ขออนุญาตเข้ามาชมพระเมรุมาศมาหนหนึ่งแล้วแต่ความรู้สึกตอนโน้นกับตอนนี้มันต่างกันเหลือเกิน

หนก่อนนั้นบรรดาช่างกำลังระดมสรรพกำลังทำงานอยู่อย่างเร่งรีบ นั่งร้านต่างๆยังไม่ถูกเปลื้องลงมาแต่คราวนี้ช่างผิดกันลิบลับ
พรมแดงที่ปูดลาดขั้นบันไดและพื้นชานพักแต่ละขั้นนั้นยังชุ่มน้ำฝนเมื่อบ่ายอยู่แต่กลับเป็นว่า น้ำเหล่าซึ่งค้างคาอยู่ตรงนั้นตรงนี้ที่ละเล็กละน้อยนั้นเองทำให้สีทองของพระเมรุมาศที่ถูกสาดแสงไฟเรืองรองขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์

สองเท้าค่อยๆก้าวขึ้นข้างบน สองมือประคองดอกไม้จันทน์อันวิจิตรอยู่ในมือ สายตาแหงนมองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเพื่อให้บันทึกไว้ให้เป็นความทรงจำให้จำหลักลึกลงไปข้างใน ความยิ่งใหญ่ อลังการงามพร้อมที่เห็นอยู่เบื้องหน้ากับความรู้สึกปั่นป่วนจนยากจะลำดับคำกราบบังคมทูลที่ตั้งใจ ทุกอย่างนั้นผสมผเสกันจนยากจะบรรยาย

พ้นชานพักสุดท้ายขึ้นสู่ชั้นบนสุดของพระเมรุมาศ ที่ก้าวสุดท้ายจะมีพื้นยกสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เป็นพื้นไม่สูงนักแต่เพื่อให้ผู้คนที่ขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ได้อย่างสะดวกณ เบื้องหน้าที่ใกล้ๆนั้นเองคือพระหีบซึ่งมีพระบรมโกศตระหง่านอยู่ตรงกลางพระหีบเบื้องหน้า แม้จะวิจิตรเพียงไรก็มองไม่เห็นเพราะน้ำตากลบนัยน์ตาจนสิ้น

ผมยืนพนมมือก้มศรีษะลงอยู่ครู่หนึ่งจึงละทางให้ท่านผู้อื่นจากแล้ว ในหลวงของปวงชน ไม่มีแล้ว เวลาแห่งการร่วมสุขร่วมทุกข์ ทุกข์หรือสุขมีมา ทรงแผ่เมตตาให้ชาวประชาชื่นใจ
ไม่มีอีกแล้ว

ผมหันหลังเดินลงมาทางฝั่งศาลฏีกา หยุดหันหลังกลับมองยัอนขึ้นไปอีกสองสามครั้ง
ไม่มีอีกแล้ว...

ถึงข้างล่างจึงมองเห็นว่า ทางฝั่งศาลฏีกายังมีประชาชนนั่งอยู่ในเงามืดนั่นอีกจำนวนมาก ส่วนหลายคนที่ลงมาจากพระเมรุมาศแล้วยังอ้อยอิ่งอยู่แถวนั้นก็มีผมไม่ได้บันทึกภาพอะไรทั้งสิ้นเพราะคิดไปเองว่า ไม่เหมาะไม่ควรเราพากันกลับเข้ามานั่งรออยู่ในพระที่นั่งทรงธรรมอีกครั้งแต่หนนี้ในพระนั่งโล่งไปมากแล้วเพราะส่วนใหญ่ออกไปแล้ว จนได้เวลาก็พากันออกไปรออยู่ด้านหลังพระที่นั่ง

เจ้าหน้าที่ยืนถือหมายเลขรถให้เรารู้จุดเพื่อจะได้เข้าแถว คณะทูตก็พากันอออยู่ริมถนนเพื่อขึ้นรถบัสอีกคันเช่นกันผู้คนเป็นร้อย ฝ่ายสนช.ข้ามถนนไปแล้วก็ต้องกลับมาขึ้นรถที่เดิมนี้อีก คณะโขนชุดหนึ่งออก ชุดหนึ่งเข้า กองทหารรักษาพระองค์ตบเท้ามาจากหลังพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาถสวนเข้ามาแต่ทุกอย่างก็เป็นไปเรียบร้อยดี ประชาชนที่ถูกกันไว้ที่ฟุตบาทตรงหัวมุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็แน่นอยู่ไม่สร่างรถบัสคันเดิมพาเราออกมาตอนสามทุ่มเศษ ในจังหวะเดียวกันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินกลับมายังมณฑลพิธีอีกครั้ง

เป็นช่วงเวลาที่คนทั้งประเทศและอีกหลายแห่งในโลกรออยู่ ขบวนรถบัสจอดสนิทอยู่แถวหน้ากองสลากเพื่อรับขบวนเสด็จ ผู้คนอีกมากยังนั่งอยู่ที่เดิม ขณะที่อีกหลายคนเดินไปเดินมา

สายตาที่มองมานั้นบ่งว่า เข้าใจว่า เราไปทำหน้าที่อะไรมา มีคนต่างชาติคนหนึ่งและคนไทยอีกคนสบตาผมแล้วพยักหน้าให้ ผมก็สบตาเขาและพยักหน้าตอบในลักษณะเดียวกันแปลกว่า ถึงไม่ได้พูดกันแม้แต่นิดแต่ก็สื่อสารกันเข้าใจพอถึงทำเนียบรัฐบาล เราแยกขึ้นรถตู้กลับรัฐสภา
ระหว่างทางกลับบ้านเปิดดูข่าวสารต่างๆทางมือถือ พบว่า ทุกแห่งทั่วประเทศมีผู้คนจำนวนมากมายเป็นประวัติการณ์หลั่งไหลออกมาถวายความอาลัยแด่พระองค์ท่าน แม้ในยามนั้นบางแห่งก็ยังวางไม่เสร็จท่ามกลางข่าวสารข้อมูลมากมายนั้น มีข้อความสั้นๆหนึ่งระบุว่า

“รัชกาลที่ 10 เสด็จกลับมาตอน 21.40 น. พระเมรุมาศ ปิดพระวิสูตรตั้งแต่ 21.50 น.เวลา22.10 ฝูงนกสีขาวประมาณ 9-10 ตัว มาจากทิศเหนือบินวนรอบพระเมุมาศ 1 รอบ ทุกคน ณ ที่นั้นยืนเงียบตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 22.20 เพลงความฝันอันสูงสุดบรรเลงขึ้น 22.30 น.พระวิสูตรเปิดออกอีกครั้งพร้อม ๆ กับพระหีบและพระโกศจันทน์ไม่อยู่ ณ ที่นั้นแล้ว มหรสพเริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

Cr.fbนักข่าวtnn”

คนที่ได้เข้าร่วมพระราชพิธีในช่วงแรกมีน้อยคนจะได้กลับเข้าไปร่วมถวายเพลิงพระบรมศพจริง ซ้ำไม่มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์ในข้อความนั้น ปวงพสกนิกรที่เฝ้าแหนอย่างไม่ถอยต่างหากที่ได้เห็นและเป็นประจักษ์พยานแห่งนาทีประวัติศาสตร์นั้น
น้องชายผมคนหนึ่งเขาคุยกับผมซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เขารีบออกจากบ้านและมาทันเห็นควันไฟลอยขึ้นสู่ฟากฟ้าจากฝั่งปิ่นเกล้าฯ

ธรรมะจัดสรรให้และโลกมีความยุติธรรมในแบบฉบับของโลกเสมอ ตราบเท่าที่เราไม่ละทิ้งความเพียรพยายาม

โลกมีความยุติธรรมแบบโลก!ประสบการณ์คนVIP ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โลกมีความยุติธรรมแบบโลก!ประสบการณ์คนVIP ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โลกมีความยุติธรรมแบบโลก!ประสบการณ์คนVIP ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โลกมีความยุติธรรมแบบโลก!ประสบการณ์คนVIP ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรให้สัญญาตั้งแต่วันแรกที่ครองราชสมบัติว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม” 70 ปีในรัชกาล พระองค์ท่านไม่เคยผิดคำมั่นสัญญาแม้แต่นิด ทรงเป็นธรรมราชา ปกครองโดยธรรมความนี้เป็นที่ทราบกระจ่างแก่ใจของชาวไทยทั้งมวล

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉายซึ่งมีโอกาสได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี นัมเกล วังชุก สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน เล่าว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี มีพระราชดำรัสว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็น "ธรรมราชา" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เช่นเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อ 2300 ปีก่อนทรงเป็นต้นแบบการเป็นพระมหากษัตริย์ให้กับพระองค์เอง ซึ่งได้ครองราชย์มาแล้ว 12 ปีรับสั่งชมพระเมรุมาศว่างดงามวิจิตรตระการตาที่สุด ยามที่ต้องแสงอาทิตย์ และแสงไฟตอนกลางคืนยังได้รับสั่งถึงฝนที่ตกลงมาในช่วงก่อนพระราชพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ตามความเชื่อของชาวภูฏาน คือพรจากสวรรค์ไม่ว่าเราหรือใครจะมีความเชื่ออย่างไรก็ตามแต่แรงแห่งความรักและพลังแห่งความสามัคคีที่ได้ระเบิดออกมาท่วมท้นทั้งแผ่นดินให้โลกได้รับรู้ว่า คนไทยรักในหลวงเพราะพระองค์เสียสละเพื่อปวงชนมาตลอดพระชนม์ชีพนั้น เป็นประจักษ์พยานว่า ผู้ให้ย่อมได้รับการให้ตอบ อันเป็นสัจธรรมแห่งโลกพระองค์อยู่โดยธรรม ทำโดยธรรม และจากไปโดยธรรมเหลือเพียงรอยพระบาทเป็นประวัติศาสตร์ให้น้อมนำมาใช้ประโยชน์เป็นแบบอย่าง

ผมมาไต่ตรองในภายหลังแล้วคิดว่า บนพระเมรุมาศนั้นผมได้กราบพระองค์ท่านทางพระบาท และไม่ว่าที่ไหนๆในประเทศนี้ล้วนมีรอยพระบาทปรากฏอยู่ทั่ว แต่พอนานวันเข้าเราจะลืมหรือยังจะเห็นรอยพระบาทนั้นเด่นชัดอยู่ในวันข้างหน้าอยู่อีกหรือไม่ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรรอยพระบาทที่ปรากฏนั้นยังจะเรืองรองอยู่ในประวัติศาสตร์และตรงนั้นตรงนี้บนแผ่นดินไทยไปอีกนานเท่านาน อย่างน้อยก็ตราบที่คนในยุคนี้ยังจะไม่หมดสิ้นไป

หมายเหตุ : มันไม่ง่ายที่จะเขียนเรื่องการไปร่วมงานถวายเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมเองก็ค่อยๆเขียนโดยใช้เวลาถึง 3 วันจึงได้ความทั้งหมดนี้ แต่ก็ใคร่เชิญชวนผู้คนทั้งปวงได้ช่วยกันบันทึกประวัติศาสตร์ของประชาชนเอาไว้ ไม่ว่าในวันนั้นเราจะอยู่ตรงไหนก็ตามเพราะนั่นคือ ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บอกเล่าโดยประชาชน

ขอขอบคุณเจ้าของภาพทั้งหลายซึ่งส่วนมากไม่ปรากฏนาม ภาพพระเมรุมาศในระยะใกล้นั้นผมได้จากสมาชิกสภานิติบัญญัติบางท่าน ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ”

 

Cr.FB: I-MongPattaraKhumphitak