ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

ดร.อลงกต ชี้ความสูญเสียคน ช้างป่าไม่ใช่อุบัติเหตุ หากเป็นผลพวงโครงสร้างการพัฒนาที่บิดเบี้ยว ร้องสร้างสัญญาประชาคมใหม่ เพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โพสต์บทความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์กรณีการเสียชีวิตของช้างป่า สีดอหูพับ” ว่าไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย

 

ดร.อลงกตระบุว่า สีดอหูพับ บทสังเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วย “คน – ช้างป่า – วิกฤตการจัดการทรัพยากรของสังคมไทย” การเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ภายใต้ปฏิบัติการควบคุมของเจ้าหน้าที่จำนวนมาก  มิได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็น ภาพสะท้อนเชิงโครงสร้างของความล้มเหลวในระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไทย ซึ่งฝังรากลึกและดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน

 

บทความนี้เสนอให้มองเหตุการณ์ดังกล่าวในฐานะ “อาการของระบบ” โดยชี้ให้เห็นถึง ความล้มเหลวขององค์กรการจัดการในปัจจุบัน ที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ตั้งแต่โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ วัฒนธรรมราชการแบบปิด ปรัชญากฎหมายที่มองสัตว์ป่าเป็นทรัพยากรของรัฐมากกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าในตัวเอง กระบวนการยุติธรรมที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ชีวิตนอกมนุษย์มีสถานะทางกฎหมาย ตลอดจนรูปแบบการพัฒนาที่ตัดขาดจากภูมินิเวศและชีวิตจริงของชุมชนแนวป่า

 

นอกจากนี้ บทความยังเชื่อมโยงกรณีสีดอหูพับเข้ากับบริบทกว้างของ ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าที่เกิดขึ้นทั่วประเทศซึ่งมิใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่ หากแต่เป็นวาระเชิงโครงสร้างระดับชาติ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกร ความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์ และความยั่งยืนของระบบนิเวศ

 

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ
 

ภายใต้กรอบการวิเคราะห์ดังกล่าว บทความนี้มุ่งสังเคราะห์ให้เห็นว่า รัฐมิได้เป็นเพียงผู้ล้มเหลวในการจัดการปัญหา หากแต่ได้กลายเป็น ผู้ออกแบบของสนามความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ผ่านนโยบายและระบบบริหารที่ผลักทั้งคนและสัตว์ป่าเข้าสู่ภาวะเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอแนวทางการปฏิรูปเชิงระบบในระดับองค์กร กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยย้ายศูนย์กลางการตัดสินใจจากระบบราชการสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

 

เป้าหมายของบทความจึงมิใช่เพียงการอธิบายโศกนาฏกรรมของชีวิตหนึ่ง หากแต่เพื่อเปิดพื้นที่การถกเถียงเชิงนโยบายต่อคำถามสำคัญว่า สังคมไทยจะออกแบบระบบการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าใหม่อย่างไร ให้ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นธรรม ความยั่งยืน และศักดิ์ศรีของทุกชีวิต

 

1. ความล้มเหลวเชิงองค์กร: โครงสร้างรวมศูนย์และวัฒนธรรมอำนาจนิยม โครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไทยยังคงตั้งอยู่บน ระบบราชการรวมศูนย์ (centralized bureaucracy) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยคำสั่งจากบนลงล่าง ขาดกลไกการตรวจสอบจากภายนอก และขาดการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญอิสระและภาคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ.

 

(ภาพประกอบ : เป็นช้างพลายตกมันในป่า)

(ภาพประกอบ : เป็นช้างพลายตกมันในป่า)

(ภาพประกอบ : เป็นช้างพลายตกมันในป่า)

รูปแบบเช่นนี้นำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ประการ

  1. การตัดสินใจที่ขาดฐานข้อมูลเชิงระบบการใช้กำลังคนจำนวนมากและการใช้ยาซึมต่อสัตว์ป่าขนาดใหญ่ สะท้อนการตัดสินใจที่ขาดการประเมินความเสี่ยงทางสัตวแพทยศาสตร์ นิเวศวิทยา และจริยธรรมอย่างรอบด้าน
  2. การกีดกันองค์ความรู้ภายนอกระบบราชการการขาดบทบาทของนักวิชาการอิสระ สัตวแพทย์เฉพาะทาง และชุมชนท้องถิ่น ทำให้กระบวนการตัดสินใจขาดมิติทางพฤติกรรมสัตว์และภูมินิเวศเชิงพื้นที่
  3. วัฒนธรรมองค์กรแบบปกป้องตนเอง (self-protective culture)เมื่อเกิดความผิดพลาด ไม่ปรากฏกลไกความรับผิด (accountability) อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ความล้มเหลวไม่ถูกแปรสภาพเป็นบทเรียนเชิงองค์กร และถูกทำให้ “หายไป” จากกระบวนการเรียนรู้ขององค์กร

กรณีสีดอหูพับจึงมิใช่ความผิดพลาดเฉพาะบุคคล หากแต่เป็น ความล้มเหลวของระบบองค์กรโดยตรง

 

2. ความล้มเหลวเชิงกฎหมาย: เมื่อสัตว์ป่ายังคงเป็น “ทรัพย์สินของรัฐ”กรอบคิดทางกฎหมายของไทยยังคงยืนอยู่บน ปรัชญาการอนุรักษ์แบบรัฐเป็นศูนย์กลาง (state-centered conservation paradigm) ซึ่งมองสัตว์ป่าในฐานะ “ทรัพยากรของรัฐ” มากกว่าการยอมรับสัตว์ป่าในฐานะ สิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าในตัวเอง (intrinsic value)  โครงสร้างทางกฎหมายเช่นนี้นำไปสู่แนวปฏิบัติที่เน้น • การควบคุม • การเคลื่อนย้าย • การกำจัดมากกว่าการคุ้มครองชีวิตและสวัสดิภาพเชิงจริยธรรม (animal welfare ethics)  เมื่อกฎหมายขาดมิติของ สิทธิขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การบังคับใช้กฎหมายจึงกลายเป็นกระบวนการ “จัดการเพื่อความสะดวกของรัฐ” มากกว่าการคุ้มครองชีวิตอย่างแท้จริง

ในระดับโครงสร้าง กฎหมายเช่นนี้ทำให้ การสูญเสียชีวิตสัตว์ป่าไม่ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวทางศีลธรรมและนโยบาย แต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “ความจำเป็นทางการบริหาร”

 

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

 

3. ความล้มเหลวเชิงกระบวนการยุติธรรม: สัตว์ในฐานะผู้ไร้สถานะทางกฎหมาย การพิจารณาทางกฎหมายในกรณีสัตว์ป่ายังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า สัตว์เป็นเพียง วัตถุแห่งการจัดการ มิใช่ ผู้มีสิทธิในชีวิต   ในหลายประเทศ แนวคิด Legal Personhood for Non-Human Entities ได้รับการยอมรับมากขึ้น เช่น การให้สถานะทางกฎหมายแก่แม่น้ำ ป่าไม้ หรือสัตว์บางชนิด เพื่อให้สามารถมี “ผู้แทนทางกฎหมาย” ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานแทนได้  แต่ในบริบทไทย สัตว์ป่ายังคง ไม่มีสถานะทางกฎหมายใด ๆ ที่สามารถร้องขอความยุติธรรมได้กระบวนการยุติธรรมจึงทำหน้าที่เพียง รองรับอำนาจรัฐ มากกว่าการถ่วงดุลอำนาจเพื่อคุ้มครองชีวิต นี่คือช่องว่างเชิงนิติปรัชญาที่สำคัญ และเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายไทยอย่างร้ายแรง

 

4. วงจรความล้มเหลวซ้ำซาก: ภาวะไร้การเรียนรู้เชิงสถาบัน กรณีเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง สะท้อน ภาวะไร้การเรียนรู้เชิงสถาบัน (institutional learning failure) อย่างชัดเจน  ทุกเหตุการณ์จบลงด้วยถ้อยคำว่า “เป็นอุบัติเหตุ”โดยไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างใด ๆ อย่างแท้จริง ผลลัพธ์คือ• ระบบการจัดการยังคงเดิม• วิธีคิดยังคงเดิม• ความผิดพลาดจึงเกิดซ้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

5. แยกประเด็นอย่างเป็นธรรม: ความขัดแย้งคน–ช้างป่า ไม่ใช่เหตุผลรองรับความล้มเหลวเชิงระบบ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง แยกแยะอย่างชัดเจน ระหว่างปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่ากับความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของระบบรัฐ ทั้งสองประเด็นเกี่ยวข้องกัน แต่ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

การนำปัญหาความขัดแย้งคน–ช้างป่ามาใช้เป็นเหตุผลรองรับการปฏิบัติการเชิงอำนาจของรัฐ โดยไม่แตะต้องโครงสร้างเชิงนโยบายที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริง อาจทำให้เกิด การเบี่ยงเบนประเด็น (issue displacement) และกลายเป็นการผลักภาระทั้งหมดไปให้กับชาวบ้านและสัตว์ป่า

 

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

 

6. ความขัดแย้งคน–ช้างป่า: วาระแห่งชาติ และเกษตรกรในฐานะ “ผู้สูญเสียร่วม” ของระบบปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่า มิได้จำกัดอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หากแต่เกิดขึ้น ในแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่ยังคงมีช้างป่าอาศัยอยู่ และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์เช่นนี้จึงควรถูกยกระดับขึ้นเป็น วาระแห่งชาติของสังคมไทย มิใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และสังคมโดยรวม ในบริบทนี้ เกษตรกรในพื้นที่แนวป่ามิได้เป็นคู่ขัดแย้งของการอนุรักษ์ หากแต่เป็น ผู้สูญเสียร่วมของระบบการจัดการที่ล้มเหลว พวกเขาต้องเผชิญกับการสูญเสียพืชผลซ้ำซาก ความไม่มั่นคงทางรายได้ ภาระหนี้สิน ความเครียดเรื้อรัง และความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของชีวิตและครอบครัว ในหลายพื้นที่ ความพยายามตลอดทั้งปีของเกษตรกรอาจสูญสลายภายในคืนเดียว การสูญเสียดังกล่าวมิได้เป็นเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ หากแต่หมายถึง การสูญเสียโอกาสในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

อย่างไรก็ตาม เสียงของผู้ร้องเรียนบางรายไม่อาจสะท้อนความซับซ้อนของประสบการณ์เกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งต้องอยู่ร่วมกับช้างป่ามาอย่างยาวนานภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร นโยบาย และการสนับสนุนจากรัฐที่ไม่เพียงพอ

การจำกัดกรอบปัญหาให้อยู่เพียงในระดับกรณีบุคคล ย่อมนำไปสู่การ ลดทอนความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และทำให้การแก้ไขปัญหายังคงวนเวียนอยู่ในวงจรเดิม

 

7. รัฐในฐานะผู้ออกแบบของสนามความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง รัฐมิได้เป็นเพียงผู้ล้มเหลวในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า หากแต่ดำรงบทบาทเป็น “ผู้ออกแบบของสนามความขัดแย้ง” อย่างเป็นระบบ ผ่านนโยบาย โครงสร้างการบริหาร และรูปแบบการพัฒนาที่ตัดขาดจากภูมินิเวศและชีวิตจริงของผู้คนในพื้นที่ การวางผังการใช้ที่ดินที่ไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศการอนุญาตให้กิจกรรมเศรษฐกิจขยายตัวรุกล้ำแนวป่าการไม่จัดตั้งเขตกันชนเชิงนิเวศที่มีประสิทธิภาพการละเลยการลงทุนในระบบเตือนภัย การเฝ้าระวังเชิงชุมชน และกลไกการอยู่ร่วมกันตลอดจนการขาดระบบเยียวยาที่รวดเร็ว เป็นธรรม และยั่งยืน ล้วนเป็นการ ออกแบบเชิงนโยบายที่ผลักให้คนกับช้างต้องเผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกษตรกรและชุมชนแนวป่าถูกปล่อยให้แบกรับความเสี่ยงเพียงลำพังขณะที่ช้างป่าถูกบีบให้เคลื่อนออกจากถิ่นอาศัยตามธรรมชาติทั้งสองฝ่ายถูกผลักเข้าสู่สนามความขัดแย้งซึ่งรัฐเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้ว ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ รัฐไม่อาจอ้างบทบาทเป็นเพียง “คนกลาง” หรือ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ได้อีกต่อไป หากแต่ต้องยอมรับว่า ตนเองได้กลายเป็น ผู้ออกแบบของสนามความขัดแย้ง ที่ทำให้ความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีของมนุษย์และสัตว์ป่า ดำรงอยู่เป็นวงจรซ้ำซาก

การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงจึงไม่อาจกระทำผ่านกลไกของรัฐฝ่ายเดียว หากแต่ต้อง ย้ายศูนย์กลางอำนาจการตัดสินใจจากระบบราชการสู่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ชุมชนแนวป่า และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ให้มีสถานะเป็น หุ้นส่วนเชิงนโยบาย (policy co-creators) ไม่ใช่เพียง ผู้รับผลของนโยบาย

รัฐจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ ตัวแทนประชาชน นักวิชาการอิสระ ภาคประชาสังคม และองค์กรท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การวางผังพื้นที่ การออกแบบมาตรการป้องกัน การบริหารจัดการสัตว์ป่า ตลอดจนการติดตามตรวจสอบและประเมินผล ตราบใดที่โครงสร้างเชิงนโยบายยังคงผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ยังคงใช้ตรรกะการพัฒนาที่ตัดขาดจากฐานนิเวศและยังคงกันประชาชนออกจากกระบวนการตัดสินใจ ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าจะไม่ใช่อุบัติเหตุหากแต่เป็น ผลลัพธ์ที่รัฐออกแบบไว้แล้วในเชิงโครงสร้าง

 

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

 

8. การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรรัฐด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์ป่า: จากระบบรวมศูนย์สู่กฎหมายแบบมีส่วนร่วมของสังคม ปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่า ซึ่งทวีความรุนแรงและขยายตัวไปแทบทุกพื้นที่ที่มีช้างป่าในประเทศไทย มิได้เป็นเพียงความล้มเหลวเชิงปฏิบัติการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่สะท้อน วิกฤตเชิงโครงสร้างของระบบการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าในภาพรวม ที่ยังคงยึดติดกับแนวคิดการรวมศูนย์อำนาจ การบริหารจากบนลงล่าง และการตัดสินใจที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่

ระบบดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตทางสังคม เศรษฐกิจ และนิเวศวิทยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างนโยบายรัฐกับความเป็นจริงในชีวิตของเกษตรกรและชุมชนชายป่า จนนำไปสู่ความสูญเสียซ้ำซากทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องยกระดับไปสู่ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างขององค์กรรัฐที่รับผิดชอบด้านทรัพยากรสัตว์ป่า โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่(1) การกระจายอำนาจ(2) การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมเชิงกฎหมาย(3) การบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน

  • 8.1 การกระจายอำนาจจากรัฐส่วนกลางสู่พื้นที่ โครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าในปัจจุบันยังคงมีลักษณะรวมศูนย์สูง ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติขาดความยืดหยุ่นและไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การปฏิรูปจำเป็นต้องกระจายอำนาจไปสู่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น โดยจัดตั้ง คณะกรรมการบริหารจัดการคน–สัตว์ป่าระดับพื้นที่ ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงคณะทำงานเชิงสัญลักษณ์ คณะกรรมการดังกล่าวควรประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้การกำหนดนโยบาย การจัดทำแผน และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นไปอย่างสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง

 

  • 8.2 การตรากฎหมายว่าด้วยการจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าแบบมีส่วนร่วม หัวใจของการปฏิรูปอยู่ที่การยกระดับ “การมีส่วนร่วม” จากเพียงกระบวนการเชิงนโยบาย ให้กลายเป็น หลักการทางกฎหมายที่มีผลผูกพัน จำเป็นต้องมีการตรา หรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับรองสิทธิของชุมชนในการมีส่วนร่วมในการวางแผน ตัดสินใจ ติดตาม และประเมินผลการบริหารจัดการสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบ

กฎหมายดังกล่าวควรรับรอง

- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

- สิทธิในการร่วมกำหนดนโยบาย

- สิทธิในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ

- สิทธิในการได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมเมื่อเกิดความเสียหาย

การเปลี่ยนผ่านสู่กฎหมายแบบมีส่วนร่วมจะทำให้ชุมชนและเกษตรกรไม่ใช่เพียง “ผู้ได้รับผลกระทบ” แต่กลายเป็น “ภาคีร่วมของการอนุรักษ์” อย่างแท้จริง

 

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

 

  • 8.3 การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรรัฐ: จากผู้ควบคุมสู่ผู้ประสาน องค์กรรัฐด้านทรัพยากรสัตว์ป่าจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุมและสั่งการ” ไปสู่ “ผู้ประสาน บูรณาการ และสนับสนุน” โดยเน้นการทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม โครงสร้างใหม่ควรเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการด้านนิเวศวิทยา สังคมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ชุมชน เครือข่ายเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคธุรกิจเพื่อสังคมเข้ามามีบทบาทเชิงนโยบาย ไม่ใช่เพียงเชิงกิจกรรม ทั้งนี้เพื่อให้การจัดการปัญหาคน–สัตว์ป่าเป็นการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์อย่างแท้จริง

 

  • 8.4 การสร้างระบบงบประมาณและกลไกชดเชยแบบยั่งยืน การปฏิรูปต้องมาพร้อม ระบบงบประมาณถาวร สำหรับการป้องกัน การเยียวยา และการฟื้นฟูชีวิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่ผูกติดกับงบประมาณรายปีที่ไม่แน่นอน ควรจัดตั้ง “กองทุนการจัดการคน–สัตว์ป่าแห่งชาติ” ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการอิสระที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การชดเชยเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

 

  • 8.5 การยกระดับปัญหาสู่ “วาระแห่งชาติ” ท้ายที่สุด การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรรัฐด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าจำเป็นต้องได้รับการยกระดับเป็น วาระแห่งชาติของสังคมไทย มิใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะปัญหานี้เกี่ยวข้องกับ

- ความมั่นคงทางอาหาร

- ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ

- ความยุติธรรมทางสังคม

- และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเกษตรกร

การผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาคนกับช้างป่า หากแต่คือ การสร้างระบบการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว

 

ข้อสรุป: จากความสูญเสียสู่สัญญาประชาคมใหม่

วิกฤตคนกับช้างป่าไม่ใช่ปัญหาของช้าง ไม่ใช่ปัญหาของเกษตรกร และไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นปัญหาของโครงสร้างการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรของสังคมไทยทั้งระบบ

 

การปล่อยให้ความสูญเสียเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เท่ากับยอมรับความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายชีวิตมนุษย์และระบบนิเวศอย่างเงียบงัน ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องร่วมกันสร้าง "สัญญาประชาคมใหม่" ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติ บนฐานของความเป็นธรรม ศักดิ์ศรี และความรับผิดชอบร่วมกัน

 

หากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างยังคงถูกเลื่อนออกไป ความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตย่อมไม่อาจอธิบายได้ในฐานะเหตุการณ์บังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์เชิงระบบของโครงสร้างการจัดการที่สังคมไทยเลือกจะคงไว้และผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา @Alongkot Chukaew

 

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ

ดร.อลงกต จี้ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ แก้วิกฤตคน–ช้างป่าทั้งระบบ