- 23 ม.ค. 2569
นึกไม่ถึง "ทนายแก้ว" พูดความสัมพันธ์แท้จริงกับสาวอายุ 18 ก่อนเรื่องมันดัง ยอมรับ คิดน้อย - จิตอ่อน จนเกิดความเครียดกดดันอย่างมาก
ยังเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง เมื่อ ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุลได้ออกมาแถลงข่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นกับสาวอายุ 18 ปี ซึ่ง ช่วงตอนหนึ่ง ทนายแก้ว ได้อธิบายว่า ตนยอมรับว่าได้มรการ จูบ หอม และ กอด แต่ไม่ได้มีการล้วง หรือ ล่วงละเมิด สาวอายุ 18 เลย จริง กระทั่งเรื่องมันดังขึ้นมา ตนจึงประสานให้คนกลางช่วยพูดคุยกับทางฝั่งผู้เสียหาย
ช่วงตอนหนึ่ง ทนายแก้ว อธิบายว่า "ผมขอชี้แจงว่า ผมอยู่ในสภาวะกดดันมาตั้งแต่วันที่ 26 - 27 ที่ผ่านมา จนถึงก่อนวันที่ผมออกมาแถลงข่าว ผมไม่ได้หลบหนีหรือหายไปไหน ผมยอมรับว่าการกระทำบางอย่างของผมอาจดูไม่น่ารัก เช่น การแอบไปคุยหรือคิดน้อยในบางเรื่อง แต่หลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่ถูกกล่าวอ้าง
เวลาผ่านมาประมาณ 4 เดือนกว่า จนมาถึงปัจจุบัน ผมไม่ขอวิเคราะห์เจตนาของอีกฝ่ายว่าอยากได้อะไรจากผม แต่เรื่องนี้กลับกลายเป็นข่าวในกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งผมเคารพกระบวนการนั้น อย่างไรก็ตาม ผมรับไม่ได้ที่มีการนำรูปของลูกผมมาเกี่ยวข้องหรือแขวนไว้ในลักษณะกดดันแบบนี้
ผมตั้งข้อสังเกตว่า หากเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นจริง ตั้งแต่บนรถ ทำไมอีกฝ่ายถึงยังเดินไปกินข้าวกับผมได้ ทำไมไม่บอกพนักงาน ไม่ข่วน ไม่ตบหน้า หรือส่งข้อความตำหนิผมในทันที ประโยคหรือข้อความต่าง ๆ ที่ปรากฏนั้น เป็นคำง่าย ๆ ไม่ได้มีใครประดิษฐ์ขึ้นมา ผมไม่ได้โยนความผิดกลับไป แต่อยากให้ดูจากข้อเท็จจริงและข้อความในแชตไลน์ทั้งหมด ซึ่งผมนำมาแสดงเพื่อยืนยันว่าความสัมพันธ์ในตอนนั้นเป็นมิตรภาพอย่างที่ผมเข้าใจ
บรรยากาศในวันนั้น เรานั่งกินข้าว พูดคุยกันตามปกติ มีการถ่ายรูป และสุดท้ายก็แยกย้ายกันที่ลานจอดรถ ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใด ๆ และเรื่องนี้ก็ผ่านมานานกว่า 4 เดือน จนมาถึงวันที่ 26 ที่มีข้อความกล่าวหาว่าผมให้ลบแชต ลบกล้อง ซึ่งผมยืนยันว่าผมไม่ได้ลบกล้อง กล้องรถของผมเป็นกล้องที่บันทึกอัตโนมัติ ผมไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องลบ และไม่ทราบว่าทำไมถึงมีการพิมพ์ข้อความเช่นนั้น
ส่วนเรื่องรถ ผมขอชี้แจงว่ารถสามารถเปิด - ลดกระจกได้ตามปกติ หากใครไม่เต็มใจสามารถเปิดกระจกลงได้ทันที เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใด ต่อมามีคนตั้งคำถามว่าทำไมผมต้องไปเจรจา ผมยอมรับว่าผมร้อนใจ จึงโทรหาอาจารย์จตุรงค์หลายครั้งจนเกรงใจ เพราะผมอยากให้เรื่องนี้จบในวงแคบ ไม่อยากให้ใครรับรู้มากกว่านี้
แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถจบกันได้ จึงเกิดการเปิดข่าวออกมา ภายหลังพี่หนุ่มโทรมาถามผมถึงเหตุการณ์บนทางด่วนก่อนถึงร้านแม่ศรีเรือน ผมยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา เมื่อถึงร้านก็เข้าไปนั่งกินข้าวตามปกติ แล้วจึงกลับพร้อมกัน
ในประเด็นเงิน 10 ล้านบาท ผมได้โทรหา “แจง” (ภรรยาแจ๊ส ชวนชื่น) เพื่อให้เล่าที่มาที่ไป แจงบอกว่าพ่อของเขาเป็นคนพูด และอาจพูดด้วยอารมณ์ ผมยอมรับว่ารู้สึกว่ามันเกินไป และผมไม่มีศักยภาพถึงขนาดนั้น แต่ก็ยังพยายามเจรจา ทว่าแจงเดินทางไปต่างประเทศ ทำให้ผมไม่รู้จะติดต่อใคร
หลายครั้งที่ผมพยายามขอโทษ แต่กลับอยู่ในสถานะที่ทำอะไรก็ไม่ได้ งานก็ไม่ได้ทำ เจตนาของอีกฝ่ายผมไม่อาจทราบได้ มีทั้งบล็อก โกรธ และนำเรื่องในอดีตมาสร้างแรงกดดัน ซึ่งผมมองว่าไม่ควรกลายเป็นสงครามประสาท
ผมยอมรับว่าผมเป็นฝ่ายผิดในบางจุด และเป็นคนจิตอ่อน ผมกลัวและตกใจ เพราะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมดคือข้อเท็จจริงที่ผมอยากนำเสนอ ผมไม่ต้องการให้เรื่องนี้ไปทำร้ายอีกฝ่าย และตอนแรกผมไม่อยากออกมาพูด แต่เมื่อมีคำถามว่าทำไมผมไปถามคนอื่นในรายการ แต่ไม่กล้ามาชี้แจงเอง วันนี้ผมจึงตัดสินใจมา
ผมยอมรับว่าผมไม่ได้พร้อมและข่าวผมมันดังทุกทั้งประเทศผมก็เลยคิดว่า แน่นอนชื่อเสียงผม แต่ผมก็อยากจะพิสูจน์ให้ทุกๆคนเห็นว่ามันไม่ได้เป็นไปตามนั้นจริงๆ"






