- 26 ม.ค. 2569
อจ.หมอสุรัตน์ ไขข้อสงสัย กินน้ำผึ้งแทนน้ำตาลดีจริงหรือแค่ภาพลวงตา ชี้ชัดแม้ดูเป็นธรรมชาติ แต่ในเชิงชีววิทยาก็คือน้ำตาล
อจ.หมอสุรัตน์ ได้โพสต์ข้อความให้ความรู้ เกี่ยวกับ น้ำผึ้ง และ น้ำตาล ผ่านเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ ระบุว่า
คนไข้ถาม กินน้ำผึ้งแทนน้ำตาลได้ไหม มัน ธรรมชาติ
อจ ก็ อธิบายไป กินได้ ถ้าไม่เป็นเบาหวาน แต่ ทาน บ่อย ก็มีปัญหา
หากเทียบ
น้ำผึ้งอาจ “ดูดีกว่า” น้ำตาลทรายเล็กน้อย
แต่ควรมหวาน มันเป็นมีผลต่อสมอง ส่วนรางวัลนี่สิ ที่คนไม่ค่อยพูดถึง
ในเชิงชีววิทยา น้ำผึ้งก็คือน้ำตาลเป็นหลัก:
ฟรุกโตส ~38–40%
กลูโคส ~30–35%
เมื่อกินเข้าไป ร่างกายจะ ทำให้ น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อินซูลินหลั่ง ระบบพลังงานและสะสมพลังงานทำงานทันที
แม้น้ำผึ้งจะมี antioxidants, polyphenols และฤทธิ์ต้านจุลชีพบางส่วน
แต่มันก็ยังทำให้เกิด “รถไฟเหาะน้ำตาล-อินซูลิน” แบบเดียวกับน้ำตาลทราย กินไป น้ำตาบก็พุ่ง shoot
งานวิจัยใน The American Journal of Clinical Nutrition พบว่า
น้ำผึ้งมีค่า glycemic index ต่ำกว่าน้ำตาลเล็กน้อย (ประมาณ 50–60 เทียบกับ ~65)
แต่ก็ยังสร้างภาระฟรุกโตสต่อตับ
ซึ่งเชื่อมโยงกับไขมันพอกตับและภาวะดื้อต่ออินซูลินในระยะยาว อยู่ดี
เทียบแบบนี้
คิดว่าน้ำผึ้งเหมือน “บุหรี่กรอง”
อาจเบากว่า…แต่ยังไม่ปลอดภัย
ผล าี่อยากพูดถึงคือ กับดักความหวานของสมอง
เบาหวาน ไม่ได้เริ่มที่ตับอ่อนเสมอไป เราลองมาคุยว่า เบาหวานเริ่มที่ nucleus accumbens — ศูนย์รางวัลของสมอง
ความหวาน (ไม่ว่าจะจากน้ำผึ้งหรืออะไรก็ตาม)
กระตุ้นสมองเหมือนแสงไฟของตู้สล็อตแมชชีน
กลไกประสาทที่เกิดขึ้น
โดพามีนพุ่ง
รสหวานกระตุ้น mesolimbic pathway ทำให้หลั่งโดพามีน
งาน fMRI ดูการทำงานสมิง ใน Nature Neuroscience แสดงชัดว่า สมองตอบสนองการกินน้ำตาล เหมือนสิ่งเสพติดและการพนัน
ความอยากทวีคูณ
การกระตุ้นซ้ำทำให้ synapse การส่งต่อสัญญาณสมอง แข็งแรงขึ้น (long-term potentiation)
จาก “นาน ๆ ที” → เป็น “ต้องมี” เรียกง่าย ๆ สมิงติดหวาน
สมการ แบบนี้
หวาน → สมองให้รางวัล → อยากมากขึ้น → กินอัตโนมัติ → ระบบเผาผลาญพัง เกิด insulin resustance ภาวะดื้อ insulin
น้ำผึ้งยิ่งอันตราย เพราะมันมาในภาพลักษณ์ “ธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพ” แบบ เลยเผลอกินมาก ไป
ทางปฏิบัติ ตัดวงจร ไม่ใช่เปลี่ยนชนิดน้ำตาล
รูปแบบความเสี่ยงต่ำ
• ครั้งละไม่เกิน ~1 ช้อนชา (5–7 กรัม)
• ไม่กินทุกวัน
• กินพร้อมอาหาร/โปรตีน/ไฟเบอร์
รูปแบบเสี่ยง
• เครื่องดื่มหวานเป็นกิจวัตร
• น้ำผึ้งมะนาวทุกเช้า
• “ธรรมชาติ” แปลว่า “กินได้เรื่อย ๆ”
โดยเฉพาะถ้ามี:
• อ้วนลงพุง
• ประวัติครอบครัวเบาหวาน
• ความดัน ไขมันสูง
• นอนน้อย เครียดเรื้อรัง
มีเทคนิค ไม่ให้สมองคิดหวาน
เทคนิคเชิงสมอง (Neuroscience hacks)
• เลื่อนความหวานไปหลังมื้ออาหาร (dopamine response ต่ำกว่า)
• จับคู่กับรสขม/ฝาด (เช่น ดาร์กช็อกโกแลต >70%)
• บันทึกการกิน — การรับรู้ตัวเองตัด automatic loop ได้จริง
อจ สุรัตน์






