- 06 ก.พ. 2569
สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเปิดประสบการณ์จริง ยิงยาซึมควบคุมช้าง เผย “ความเงียบ–การรอคอย–ทีมเวิร์ก” สำคัญกว่าโดสยา
น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากภารกิจยิงยาซึมควบคุมช้างในสถานการณ์จริง ชี้ชัด “โดสยา” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความปลอดภัย แต่หัวใจสำคัญคือการลดความเครียดของช้าง ความเงียบ การรอคอย และการทำงานเป็นทีม หากพลาดเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การใช้ยาเกินขนาด เสี่ยงอันตรายทั้งต่อช้างและเจ้าหน้าที่ พร้อมเปิดเบื้องหลังแนวคิดที่มากกว่าสูตรยาในภาคสนามจริง
ขอเล่าประสบการณ์การยิงยาซึมเพื่อควบคุมช้าง “หลักคิดที่มากกว่าสูตรยา”
จากประสบการณ์การทำงานยิงยาซึมเพื่อควบคุมช้างในสถานการณ์จริงมาหลายปี ผมว่า “โดสยา” ไม่ใช่หัวใจทั้งหมดของความปลอดภัย แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน หรือบางครั้งสำคัญกว่า คือบริบทของสถานการณ์ และพฤติกรรมของคนที่เข้าไปทำงานรอบตัวช้าง
โดยปกติ ผมใช้ยาซึมชนิดมาตรฐานที่หมอช้างนิยมใช้กัน ในขนาดที่ค่อนข้างต่ำแต่ได้ผล ประมาณ 0.25–0.35 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตัวอย่างเช่น ถ้าช้างน้ำหนักราว 2,400 กิโลกรัม จะเท่ากับใช้ยาประมาณ 7–9 ซีซี (ปกติจะใช้ราว ๆ 8 ซีซี)
แต่ต้องย้ำชัด ๆ ว่าโดสยาระดับนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อช้างอยู่ในสภาวะตื่นตัวต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
เงื่อนไขที่ต้องมาก่อนยา
- ก่อนจะพูดถึงเข็ม ลูกดอก หรือปริมาณซีซี สิ่งที่ต้องจัดการก่อนเสมอคือ
- ใช้คนน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น มือยิงจะมี 1–3 คน (สำรองเผื่อไว้) ทีมนำทางไล่ติดตามช้าง 3–10 คน ซึ่งมักจะเป็นควาญช้าง
- ทำงานเงียบ แสงน้อย ไม่เอะอะโวยวาย ไม่กดดันช้าง
- หลีกเลี่ยงหรือพยายามให้มีน้อยมาก คือเสียง รถ ไฟ หรือพฤติกรรมที่กระตุ้นความตื่นกลัวของช้าง
ช้างที่เครียด = อะดรีนาลีนสูง = ดื้อยา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “เผลอให้ยาเกินโดยไม่รู้ตัว” ซึ่งอาจใช้ยาสูงเกินขนาด 2–3 เท่าตัว เพราะต้องยิงยาเพิ่มเติมไปอีกหลายครั้ง จากระดับยาปกติช้างถึงจะซึมได้ ซึ่งจะทำให้เวลาวางยาเนิ่นนานออกไปอีกหลายชั่วโมง และยาที่ยิงในตอนแรกก็ค่อย ๆ หมดฤทธิ์ แต่จะยังสะสมในร่างกาย ซึ่งค่อนข้างเสี่ยงอันตรายต่อตัวช้างมาก เพราะปริมาณยาที่ตกค้างในตัวช้างจะมีมาก อาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงของยาที่ไม่ดี เช่น เกิดสำลักอาหาร ท้องอืด หรือกดการหายใจนาน ซึ่งเป็นผลจากฤทธิ์ยาที่ใช้มากเกินปกติ
การรอคอยคือส่วนหนึ่งของการรักษา
หลังยิงยา ผมจะทิ้งระยะเวลาประมาณ 25–30 นาที แบบเงียบ ๆ ไม่เร่ง ไม่เข้าไปกดดัน ไม่พยายาม “ดูผลงาน”
การประเมินการออกฤทธิ์ของยาจะดูจากอาการภายนอก เช่น
- หูเริ่มแกว่งน้อยลง
- หางหยุดโบก
- ท่าทางง่วง ซึม งวงตกทอดพื้น ในช้างเพศผู้ อวัยวะเพศเริ่มหย่อนทิ้งตัวลงมา
อาการเหล่านี้บอกได้ชัดว่า ยากำลังเริ่มทำงาน
การเข้าหาช้าง เป็นงานของทีม ไม่ใช่งานของฮีโร่ เมื่อเริ่มเข้าไปประเมินใกล้ตัวช้าง จะต้องมีทีมเฝ้าระวังแยกต่างหาก คนกลุ่มนี้มีหน้าที่เดียวคือ ป้องกันความปลอดภัยของทีมที่เข้าไปทำงาน
อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น
- ไม้ยาวปลายแหลม
- หรือหอก สำหรับค้ำยัน ควบคุมทิศทาง
ไม่ใช่เพื่อทำร้ายช้าง แต่เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวกะทันหัน หากช้างมีปฏิกิริยาต่อต้านในช่วงที่ยังไม่ซึมเต็มที่ นี่คือมาตรการความปลอดภัยของ “คน” ที่ต้องมาก่อนเสมอ
การเคลื่อนย้าย
เมื่อควบคุมได้แล้ว ช้างจะยังอยู่ในภาวะซึม คือยังพอเคลื่อนไหวได้ ไม่ล้ม ไม่ทรุด
สามารถ
ขึ้นคอ
จูง
หรือค่อย ๆ ผลักดันให้เคลื่อนตามทิศทางที่กำหนด
หากไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ก็จะพาไปยังหลักมัด หรือจุดสงบ ให้ยืนพักประมาณ 2–3 ชั่วโมง จนฤทธิ์ยาเริ่มคลาย
การฟื้นตัวและสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง
- โดยทั่วไป ช้างจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในช่วง 2–4 ชั่วโมง
- เริ่มเคี้ยวหญ้าเขียว เคลื่อนไหวเองได้ตามปกติ
สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังหลังวางยาซึมคือ
ภาวะท้องอืด (bloat)
แนวทางช่วยเบื้องต้นที่ได้ผลดีคือ กระตุ้นให้ช้างเดินช้า ๆ
- ช่วยให้เกิดการผายลม
- เพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ (gut movement)
วิธีง่าย ๆ แบบนี้ มักช่วยไล่แก๊สและลดปัญหาภายหลังได้มาก โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน
สรุป
- การยิงยาซึมควบคุมช้าง
- ไม่ใช่เรื่องของ “ยิงแม่น” หรือ “ให้ยาแรง”
- แต่คือศิลปะของการลดความเครียด + การรอคอย + การทำงานเป็นทีม
ถ้าช้างสงบ ใช้ยาน้อยมาก ปลอดภัยทั้งคนและช้าง ผลข้างเคียงแทบไม่มี
ถ้าคนวุ่น เสียงดังอึกทึกเหมือนงานวัด ไฟจ้า ทำให้ช้างเครียด ตื่นระแวง กลัว ยาไม่พอ ต้องเพิ่มยา ความเสี่ยงเพิ่มทุกฝ่าย ผลข้างเคียงที่จะตามมาสูงมาก
ประสบการณ์หน้างานสอนผมเสมอว่า
ความเงียบสำคัญพอ ๆ กับซีซีในกระบอกยา เป็นเคล็ดลับของความปลอดภัยในการทำงานให้ประสบความสำเร็จครับ
(ในภาพ ไปยิงยาควบคุมช้างพลายตกมันและค่อนข้างดุ มีทีมงานจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด ไม่เกิน 10 คน งานสำเร็จลงด้วยดีครับ)
น.สพ.เผด็จ ศิริดำรง
06/02/2569






