- 12 ก.พ. 2569
ถึงว่าต้องขนย้าย "สีดอหูพับ" ออกจากจ.ขอนแก่นโดยเร็วที่สุด กรมอุทยานฯ เผยคำสั่งศาลปกครองต้องเคลื่อนย้ายช้างดุร้าย 4 ตัว
วันนี้ (12 ก.พ.) เวลา 10:30 น. ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงชี้แจงกรณีการจับและเคลื่อนย้ายช้างป่า “สีดอหูพับ” บริเวณอุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการ
- ที่มาของปัญหา
สถานการณ์ช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ใน อ.สีชมพู อ.เวียงเก่า และ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เกิดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยช้างกลุ่มดังกล่าวมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย
ปัจจุบันพบช้างป่า 6 ตัวในพื้นที่ จ.ขอนแก่น แม้เจ้าหน้าที่พยายามผลักดันกลับเข้าป่าหลายครั้ง แต่ยังย้อนกลับเข้าชุมชน ก่อความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชน โดยเฉพาะ “สีดอหูพับ” มีประวัติทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย
ประชาชนจึงร้องเรียน และมีการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอนแก่น กระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กรมอุทยานฯ จับและเคลื่อนย้ายช้างป่าที่มีปัญหา 4 ตัว ได้แก่ พลายงาจิ๋ว พลายคุถัง หูพับ และสีดอน้อย ไปยังพื้นที่เหมาะสม พร้อมรายงานผลต่อศาล
แม้กรมอุทยานฯ จะยื่นอุทธรณ์ แต่คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยังมีผลบังคับใช้ จึงต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล
- ปฏิบัติการเคลื่อนย้าย 3 ก.พ. 2569
เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมปฏิบัติการภายใต้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ มีการประชุมซักซ้อมขั้นตอน วางแผนด้านความปลอดภัย การใช้ยาซึม การประเมินสุขภาพ และเตรียมเส้นทางเคลื่อนย้ายอย่างรอบคอบ
ช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ได้วางยาซึมเมื่อช้างอยู่ในตำแหน่งเหมาะสม จากนั้นควบคุมตัว ตรวจสุขภาพเบื้องต้น และนำขึ้นรถขนย้ายได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ระหว่างเคลื่อนย้าย ช้างมีอาการตื่นตัวและทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทีมสัตวแพทย์เร่งให้ยาแก้ฤทธิ์ยาซึม ช่วยชีวิตฉุกเฉิน จัดการสิ่งอุดตันในช่องปาก และกระตุ้นการหายใจเต็มที่ แต่เวลา 23:36 น. “สีดอหูพับ” ไม่มีสัญญาณชีพ
- ผลชันสูตรเบื้องต้น
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 สัตวแพทย์ชันสูตรซาก ไม่พบบาดแผลภายนอก พบหลักฐานสอดคล้องกับภาวะสำลักอาหารอุดตันหลอดลม ทำให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ร่วมกับภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลว มีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพิ่มเติม และดำเนินการฝังกลบตามหลักวิชาการ พร้อมเก็บรักษางาไว้ตามระเบียบ
- อธิบดีแสดงความเสียใจ - เตรียมถอดบทเรียน
อธิบดีกรมอุทยานฯ แสดงความเสียใจและน้อมรับผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้กระทบต่อขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่เช่นกัน
ยืนยันว่าการใช้ยาซึมเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่ได้ใช้ปริมาณเกินกำหนด และทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้หลักวิชาการ โดยกรมฯ เคยเคลื่อนย้ายช้างมาแล้ว 32 ครั้ง
ที่ผ่านมา กรมอุทยานฯ เดินหน้าแก้ปัญหาคน - ช้างอย่างจริงจังในช่วง 3 ปีหลัง สามารถลดการเสียชีวิตของประชาชนจากเฉลี่ยปีละประมาณ 40 ราย เหลือไม่เกิน 10 ราย และลดการตายของช้างจากกว่า 10 ตัว เหลือไม่ถึง 5 ตัวต่อปี
ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าประมาณ 4,200 - 4,400 ตัว และกว่า 90% มีพฤติกรรมออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการ รวมถึงแนวทางควบคุมประชากรในบางพื้นที่
- ทีมสัตวแพทย์แจงขั้นตอนการใช้ยา
ทีมสัตวแพทย์ชี้แจงว่า ใช้ยาซึมรวม 4 ครั้ง และยาแก้ฤทธิ์ 1 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างแต่ละครั้ง 1–2 ชั่วโมง ช่วงแรกช้างไม่ได้กินอาหาร แต่ภายหลังเกิดความตื่นตัวสูง ยอมรับว่าการควบคุมการกินอาหารสัตว์ป่าก่อนวางยาซึมทำได้ยาก และเตรียมทบทวนช่วงเวลาการปฏิบัติงานใหม่ โดยอาจเลือกช่วงที่ช้างพักผ่อนและอาหารย่อยแล้ว เพื่อลดความเสี่ยง
- ระงับเคลื่อนย้ายช้างอีก 3 ตัวชั่วคราว
สำหรับช้างที่เหลืออีก 3 ตัว ได้แก่ พลายงาจิ๋ว พลายคุถัง และสีดอน้อย ได้สั่งระงับการเคลื่อนย้ายไว้ก่อน เพื่อรายงานข้อจำกัดต่อศาลปกครอง และรอผลสรุปการตรวจสอบอย่างรอบด้าน ซึ่งอธิบดียืนยันว่า ได้ประสานพนักงานสอบสวนเข้าร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอน เพื่อความโปร่งใส และหากพบความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม






