- 13 ก.พ. 2569
ไม่ใช่แค่ช้างล้ม เบื้องลึก "สีดอหูพับ" เสียชีวิต มีบางอย่างหายไป ไม่แปลกใจใครๆ ก็เรียกร้องความยุติธรรมให้ช้างป่าตัวนี้
ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างต่อ กรณีของ "สีดอหูพับ" หรือพี่พับ ขวัญใจชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้ายของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เหตุการณ์นี้นำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มอนุรักษ์และประชาชนกว่า 2,500 คน ที่เดินทางไปร้องเรียนหน้ากรมอุทยานฯ เพื่อเรียกร้องให้อธิบดีกรมอุทยานฯ ลาออกจากตำแหน่ง โดยมองว่าการปฏิบัติงานมีความผิดพลาดร้ายแรง จนทำให้ทรัพย์สินของแผ่นดินต้องสูญเสียไป
รายการ โหนกระแส หยิบยกประเด็นการเสียชีวิตของ “สีดอหูพับ” ช้างป่าที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม มาอธิบายอีกมุมหนึ่ง โดย หนุ่ม กรรชัย เกริ่นถึงที่มาของเรื่องราวว่า เดิมทีสีดอหูพับเป็นช้างป่าที่ไม่ได้มีพฤติกรรมดุร้าย มักออกมาวิ่งเล่นกับเพื่อนช้าง แต่ปัญหาเริ่มต้นเมื่อมีชาวบ้านบางส่วนร้องเรียนต่อศาลปกครอง อ้างว่าช้างกลุ่มนี้สร้างความเสียหายต่อพืชผลและทรัพย์สิน รวมถึงมีผู้เสียชีวิต 2 ราย
ต่อมาศาลมีคำสั่งให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินการผลักดันหรือเคลื่อนย้ายช้างออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ระหว่างปฏิบัติการจับและเคลื่อนย้ายกลับเกิดเหตุช้างล้มและเสียชีวิต สร้างข้อสงสัยถึงกระบวนการใช้ยาสลบว่าเหมาะสมหรือไม่
ในรายการมีตัวแทนกลุ่มคนรักสัตว์และจิตอาสาหลายรายร่วมพูดคุย พร้อมโฟนอินสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ โดย “คุณกุ๊ก” ผู้ติดตามพฤติกรรมสีดอหูพับมาตลอด เล่าว่า ช้างตัวนี้ลงมาจากเขาภูหลวงพร้อมโขลงตั้งแต่ปี 2566 ก่อนจะแยกตัวมาอยู่ในพื้นที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่คุ้นเคยและมองว่าเป็นช้างขี้เล่น ไม่ก้าวร้าว
ประเด็นความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อมีการร้องเรียนว่าช้าง 4 ตัวสร้างความเดือดร้อนและทำร้ายคนเสียชีวิต จนนำไปสู่คำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ กลุ่มอนุรักษ์ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงที่มีคำสั่งนั้น สีดอหูพับได้ย้ายมาอยู่คนละอำเภอแล้ว เหตุใดจึงถูกจับเป็นตัวแรก
ในประเด็นผู้เสียชีวิต 2 ราย ตัวแทนจิตอาสาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจริง แต่รายละเอียดต่างจากภาพที่สังคมรับรู้ โดยกรณีหนึ่งเป็นวัยรุ่นที่ก่อกวนช้างด้วยการขว้างระเบิดปิงปองใส่ ส่วนอีกกรณีเป็นชาวบ้านที่มีอาการมึนเมาและเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ทั้งที่มีการแจ้งเตือนแล้ว
สำหรับวันจับกุม มีการรวบรวมข้อมูลว่า มีการยิงยาสลบหลายเข็มในช่วงเวลาห่างกันไม่นาน รวมถึงขณะนำขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเป็นรถดัดแปลง ไม่ใช่รถขนย้ายสัตว์ใหญ่โดยเฉพาะ ภาพเหตุการณ์ที่เผยแพร่สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ชม โดยเฉพาะช่วงที่เจ้าหน้าที่ใช้ไม้ไผ่ปลายแหลมกระตุ้นให้ช้างขยับตัว
ต่อมาหลังรถเคลื่อนออกไปไม่นาน ช้างเกิดล้มหมดสติและถูกแจ้งว่าเสียชีวิต แม้มีการฉีดยากระตุ้นหัวใจแล้วก็ตาม ประเด็นปริมาณยาที่ใช้รวม 27 ซีซี ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่ยังต้องพิจารณาความเข้มข้นยาและน้ำหนักตัวประกอบ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง "งาช้าง" หรือขนาย ของเจ้าหูพับ ที่คุณกุ๊กสังเกตเห็นจากภาพหลังการตายว่า ขนายข้างหนึ่งหายไปครึ่งหนึ่ง หรือสั้นลงอย่างผิดปกติ ทั้งที่ก่อนหน้านี้และระหว่างการขนย้าย ทีมงานยืนยันว่าขนายทั้งสองข้างยังอยู่ครบสมบูรณ์ จึงเกิดคำถามว่าชิ้นส่วนงาช้างที่หายไปนั้นอยู่ที่ไหน และใครเป็นคนเอาไป ซึ่งทางกรมอุทยานฯ ชี้แจงเบื้องต้นว่าได้เก็บรักษาไว้เพื่อนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ทางกลุ่มจิตอาสาก็ยังยืนยันจะติดตามทวงคืนความโปร่งใสในเรื่องนี้ต่อไป
ด้านกรมอุทยานฯ แถลงว่าไม่ได้ใช้ยาเกินขนาด และปฏิบัติตามขั้นตอนสากล ส่วนการเติมยาเป็นเพราะช้างเริ่มรู้สึกตัว อย่างไรก็ตาม กลุ่มจิตอาสาโต้แย้งว่า ข้อเท็จจริงหน้างานไม่ตรงกับคำชี้แจง
ช่วงท้ายของรายการ มีการยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อต่อกรมอุทยานฯ ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ การสอบสวนทีมสัตวแพทย์ การทบทวนการเคลื่อนย้ายช้าง และการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับชิ้นส่วนงาช้างที่หายไปบางส่วน ซึ่งกรมอุทยานฯ ระบุว่าเก็บรักษาไว้
กรณีการเสียชีวิตของสีดอหูพับจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ของสัตว์ป่าหนึ่งตัว หากแต่สะท้อนปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การบริหารจัดการสัตว์ป่า และคำถามต่อมาตรฐานการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ ซึ่งยังต้องรอคำชี้แจงที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จากทุกฝ่าย






