- 25 ก.พ. 2569
สภาผู้บริโภค เปิดผลทดสอบ "เครื่องฟอกอากาศ" 15 ยี่ห้อดัง พบ 4 รุ่น มีค่ากรองฝุ่น PM2.5 ไม่เป็นไปตามที่ระบุบนฉลาก
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลการทดสอบเครื่องฟอกอากาศ โดยนำเครื่องฟอกอากาศที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทดสอบประสิทธิภาพอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 ตาม มาตรฐาน มอก. 3061-2563
และตรวจสอบการแสดงฉลากความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานบังคับ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ โดยเครื่องฟอกอากาศที่ทำการสุ่มซื้อตัวอย่างจากท้องตลาด จำนวน 15 ยี่ห้อ ราคาซื้อขายตามท้องตลาด ช่วงระหว่าง ต.ค.-พ.ย. 2568 ช่วงราคา 1,590-5,990 บาท ประกอบด้วย
- Xiaomi รุ่น AC-M17-SC
- Levoit รุ่น core 200s
- Philips รุ่น AC0650 4
- Bwell รุ่น AP-M1536S
- Smarthome รุ่น AP-180
- Sharp รุ่น FP-J30TA-B
- Hatari รุ่น AP12R1
- Smartmi รุ่น ZMKQJHQP11
- Tefal รุ่น PT2210TD
- Samsung รุ่น AX32BG3100GB
- Worldtech รุ่น WT-P50
- Electrolux รุ่น EP32-26UGA
- IRIS OHYAMA รุ่น AAP-S26B
- Mazuma รุ่น NANO CATALYST PLUS
- TOSHIBA รุ่น CAF-H20(W)
การทดสอบทำการทดสอบโดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องฟอกอากาศเฉพาะด้านประสิทธิภาพการลดฝุ่น PM2.5 (มอก. 3061-2563) ซึ่งจะทำการทดสอบในห้องที่มีการควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศ และมีการควบคุมปริมาณฝุ่นละอองขนาด 0.3 µm (PM2.5)
โดย ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่าการทดสอบเครื่องฟอกอากาศ เกิดจากวาระทางสังคมที่ ขณะนี้สังคมมีปัญหาฝุ่นละอองทุกปี และมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นทุกขณะ ประชาชนจึงมีความจำเป็นต้องใช้ - ซื้อสินค้า เครื่องฟอกอากาศมากขึ้น และผู้ผลิตก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน มูลนิธิผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง จากการทดสอบครั้งที่ 1 ในปี 2563 จึงดำเนินการทดสอบเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า และคุ้มครองผู้บริโภค ตามวัตถุประสงค์โครงการเฝ้าระวังสินค้าด้วยการทดสอบสินค้า สภาองค์กรของผู้บริโภค
ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ที่ปรึกษาศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การทดสอบเครื่องฟอกอากาศ จำนวน 15 ตัวอย่างครั้งนี้ครอบคลุม 2 เรื่องสำคัญคือ
1. ทดสอบศึกษาอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR)
2. ศึกษาการประเมินพื้นที่เหมาะสม (Application Area) ของผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ยังสำรวจการแสดงฉลากระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) เนื่องจากอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) เป็นค่าที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตเครื่องฟอกอากาศ ของประชาชนแต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานบังคับให้ผู้ผลิตระบุค่า (CADR) บนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์
"ผลของการทดสอบศึกษาเราพบว่าเครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อที่การทดสอบจัดได้ว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ คือยี่ห้อ Xiaomi, Philips, Sharp, Hatari, Smartmi, Tefal, Samsung, Electrolux, Mazuma, TOSHIBA"
ยี่ห้อที่ผลทดสอบแล้วได้ค่าไม่เป็นไปตามที่ผู้ผลิตระบุโฆษณาบนฉลาก คือ
- Levoit
- Smarthome
- Worldtech
- IRIS OHYAMA
โดยการทดสอบค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ได้ดำเนินการอย่างน้อย 1 ครั้ง และอาจดำเนินการทดสอบซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในกรณีที่ค่าผลการทดสอบแตกต่างจากค่าที่ผลิตภัณฑ์แสดง เป็นกลุ่มที่ต้องขอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ผลิต
นอกจากนี้ยังมีเครื่องฟอกยี่ห้อ Bwell ที่ผู้ผลิตได้แสดงค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) บนผลิตภัณฑ์ แต่อ้างว่าได้ทดสอบตามมาตรฐาน AHAM ซึ่งเป็นมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทดสอบประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละอองหลักๆ 3 ขนาด ได้แก่
- ควันบุหรี่ (ขนาด 0.10 – 1.0 ไมครอน)
- ฝุ่นละอองทั่วไป (ขนาด 0.5 – 3.0 ไมครอน)
- ละอองเกสรดอกไม้ (ขนาด 5.0 – 11.0 ไมครอน)
จึงไม่อาจเปรียบเทียบได้กับการทดสอบ มอก.3061- 2563 ที่ทดสอบด้วยอนุภาคฝุ่นละอองเฉลี่ย 0.3 ไมครอน
อย่างไรก็ตามในกลุ่มยี่ห้อที่การทดสอบ จัดได้ว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ ยังพบปัญหาการไม่ระบุอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ไว้บนผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคสามารถเห็นได้ง่าย ชัดเจนและสะดวกคือ ยี่ห้อ Philips , Smartmi , Electrolux ที่ไม่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ แต่ได้แสดงไว้บนเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ , ยี่ห้อ Tefal ไม่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของแหล่งจำหน่าย , ยี่ห้อ Sharp ไม่ระบุข้อมูลทั้งที่ผลิตภัณฑ์และเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์
"การทำความเข้าใจเรื่องมาตรฐานของเครื่องฟอกอากาศ ที่มี 2 มาตรฐาน คือ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 ความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นที่คล้ายกัน ฉบับนี้เป็นมาตรฐานบังคับ เป็นเรื่องของความปลอดภัย เราจะเห็นสัญลักษณ์เครื่องหมายกลมๆ และ มอก. ที่ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเพราะถ้าไม่ดำเนินการแสดงฉลากบนผลิตภัณฑ์จะผิดกฎหมาย แต่สำหรับเครื่องฟอกอากาศแล้วมาตรฐานบังคับฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงเรื่องค่าประสิทธิภาพในการกรองลดฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นต่างๆ เพราะด้านประสิทธิภาพ จะเป็นไปตามการทดสอบตาม มาตรฐาน มอก. 3061-2563 เครื่องฟอกอากาศ เฉพาะด้านประสิทธิภาพการลด PM 2.5
การทดสอบประสิทธิภาพการลดฝุ่น PM 2.5 ในครั้งนี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้เป็นมาตรฐานบังคับ เป็นการทำตามความสมัครใจของผู้ผลิต วันนี้จึงเห็นว่า หลายๆ ผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้ระบุค่านี้ไว้ เพราะไม่ผิดกฎหมายทั้งที่การเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศของประชาชน พิจารณาและตัดสินใจจากข้อมูลของค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก"
"ขอเสนอว่าควรยกระดับมาตรฐาน มอก. 3061-2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่นๆเป็นการบังคับเพื่อให้ผู้ผลิตระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ที่ชัดเจน เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีมาตรฐานจากประเทศอื่นๆ ที่นำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายหลากหลายมาก และเครื่องฟอกอากาศที่นำเข้าจากต่างประเทศ อาจมีแนวโน้มสูงมากขึ้น เพราะความต้องการใช้ในประเทศมีสูงขึ้นทุกขณะ เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อการเลือกซื้อ สมอ. ควรทำความเข้าใจ และสื่อสารกับผู้ประกอบการ และให้ความรู้กับประชาชนเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในมาตรฐานต่างๆ “เรื่องความรู้ คือสิ่งที่เราสามารถเริ่มทำทันทีได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจในมาตรฐานที่หลากหลายได้"
โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่าปัจจุบัน ประเทศไทยที่เผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างต่อเนื่องและปัญหาก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เครื่องฟอกอากาศจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและเป็นความหวังของผู้บริโภคที่จะช่วยให้ตนเองปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 ได้ จุดนี้การระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือการกรองฝุ่น PM 2.5 บนผลิตภัณฑ์จึงยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงเข้ามาสนับสนุนการทดสอบครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าจะเกิดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค อัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ยังเป็นจุดขายของผู้ผลิตด้วย การสื่อสารเรื่องนี้ออกไปจึงเชื่อมั่นว่าจะมีการปรับปรุงมาตรฐานที่ดีขึ้นได้
"ผมอยากฝากว่า อยากให้มาตรฐานของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศเรา ยกระดับกันให้สูงขึ้น ก้าวไปข้างหน้า เป็นให้มากกว่าเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยที่เรามี มอก. 60335 เล่ม 2(65)-2564 เป็นภาคบังคับอยู่ แต่ความจำเป็นขณะนี้มาตรฐานบังคับฉบับนี้ฉบับเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ผมคิดว่าผู้บริโภคเขาตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ คงจะไม่ได้หวังให้เกิดการรับประกันเรื่องความปลอดภัยเท่านั้น แต่เรื่องของการกรองค่าฝุ่นต่าง รวมถึงเรื่องอื่นๆ เขาก็คาดหวังด้วยเช่นกัน ผมคิดว่านี่คือความรับผิดชอบ เพราะจุดขายเหล่านี้ผู้ผลิตก็ได้นำมาเป็นจุดขาย ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องฟอกอากาศมีราคาสูงขึ้นในทุกวันนี้ การมีมาตรฐานภาคบังคับด้านประสิทธิภาพจึงเป็นความรับผิดชอบ ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
1. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรยกระดับมาตรฐานมอก. 3061-2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่นๆเป็นการบังคับเพื่อให้ผู้ผลิตระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ที่ชัดเจน เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อการเลือกซื้อและเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
2. ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) (Clean Air Delivery Rate: CADR) เป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ใช้งาน เนื่องจากสะท้อนประสิทธิภาพการลดมลพิษทางอากาศภายในห้องอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงมาตรฐานการทดสอบเครื่องฟอกอากาศของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ IEC และกำหนดให้มี การแสดงค่า CADR บนตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์เป็นข้อกำหนดบังคับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และเพิ่มความโปร่งใสในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
3. การคำนวณพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม ตามบริบทของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้อ้างอิงความสูงเพดาน ประมาณ 2.75 เมตร ซึ่งแตกต่างจากเกณฑ์อ้างอิงของหลายมาตรฐานสากล ดังนั้นจึงควรกำหนดให้มี การแสดงพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสมตามวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทยบนผลิตภัณฑ์หรือเอกสารประกอบของเครื่องฟอกอากาศทุกชนิด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร
4. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรเร่งให้ความรู้กับภาคประชาชนเพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจต่อมาตรฐานประเภทต่างๆ ของก่อนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ อีกทั้งควรประสานร่วมมือกับภาคผู้ผลิตให้มีการจัดทำข้อมูล เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน
ขอบคุณ FB : สภาองค์กรของผู้บริโภค






