- 10 มี.ค. 2569
เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยม่วงคำสุดทน หลังมือดีลอบเผาป่ากลางดึกหวังให้ผักหวานแตกยอด ทำไฟลุกลามหนัก 5 จุดวอดกว่า 60 ไร่ วอนชาวบ้านหยุดเผาป่าทำลายธรรมชาติ
ลำปาง (10 มีนาคม 2569) – สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดลำปางยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุด นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้รับรายงานเหตุเพลิงไหม้ป่าลุกลามบริเวณดอยม่วงคำ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสูงชันเขตรอยต่อระหว่าง อำเภอเมือง และ อำเภอแม่ทะ จึงสั่งการด่วนให้บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดับไฟป่า (ชุดเสือไฟ) กว่า 30 นาย ร่วมกับฝ่ายปกครองและอาสาสมัคร ระดมเครื่องจักรและอุปกรณ์ควบคุมไฟเข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน
จากการตรวจสอบภาพมุมสูงและข้อมูลดาวเทียมในเช้าวันนี้ พบว่ามีจุดความร้อน (Hotspot) ปรากฏบนดอยม่วงคำถึง 5 จุดใหญ่ ส่งผลให้มีกลุ่มควันหนาแน่นปกคลุมไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนแผนจากการใช้รถน้ำเป็นการเดินเท้าแบกถังฉีดน้ำและเครื่องเป่าลมขึ้นไปบนสันเขาที่สูงชันและเข้าถึงยาก เพื่อทำการ "ตีไฟ" และเร่งทำแนวกันไฟ (Firebreak) ป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามขยายวงกว้างเข้าไปยังพื้นที่ชั้นในซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดพระธาตุดอยม่วงคำ
พระอธิการ ทินพันธ์ อายุ 62 ปี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยม่วงคำ ได้นำคณะผู้สื่อข่าวเดินสำรวจร่องรอยความเสียหายบริเวณรอบดอย พบว่าป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณถูกไฟเผาวอดจนกลายเป็นสีดำกินพื้นที่กว่า 60 ไร่ บางจุดกระแสลมแรงจัดส่งผลให้สะเก็ดไฟกระเด็นข้ามฝั่งถนนไปตกใส่ป่าอีกด้านจนเกิดเพลิงไหม้ลามต่อ
เจ้าอาวาสเปิดเผยด้วยความกังวลว่า "ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เกิดไฟไหม้ที่นี่แทบทุกปี เคยมีครั้งหนึ่งที่ไฟลามรุนแรงจนไหม้ศาลาที่พักของทางวัดบนยอดดอยเสียหายทั้งหมด ครั้งนี้จึงกลัวมากว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหากเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไว้ไม่ได้"
สำหรับสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากพฤติกรรมเดิมๆ ของกลุ่มชาวบ้านบางส่วนที่แอบลักลอบเข้าไป "จุดไฟเผาป่า" เพื่อหวังผลในการหาของป่า โดยเฉพาะการเผาเพื่อกระตุ้นให้ต้นผักหวานที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นรอบบริเวณวัดแตกยอดใหม่ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดในฤดูกาลนี้
แม้ก่อนหน้านี้ จังหวัดลำปางจะมีคำสั่งให้ตั้งด่านตรวจคัดกรองบุคคลเข้า-ออกบริเวณปากทางเข้าวัดอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลุ่มผู้กระทำผิดได้อาศัยความชำนาญพื้นที่ แอบเดินเท้าผ่านเส้นทางธรรมชาติเข้าไปลอบวางเพลิงในช่วงกลางดึกเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ไฟปะทุขึ้นมาใหม่ เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและมีลมกระโชกแรงตลอดเวลา พร้อมเตรียมประสานพนักงานสอบสวนเพื่อสืบหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป






