- 15 มี.ค. 2569
"หมอเจด" ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ เปิดชัดๆ 5 อาหาร ที่ช่วยลดความอยากของหวานได้จริง ช่วยคุมน้ำตาล แบบไม่ต้องทรมาน
วันที่ 15 มี.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โพสต์ให้ความรู้เรื่องสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผย 5 อาหาร "ลดความอยากหวาน" ช่วยคุมน้ำตาล แบบไม่ต้องทรมาน โดยระบุว่า
เคยเป็นไหม ตั้งใจมากว่า "จะเลิกกินหวาน" แต่พอช่วงบ่าย ๆ หรือดึก ๆ จะมีเสียงในหัวว่า แค่นิดเดียวเอง ชิ้นเล็ก ๆ ไม่น่ามีอะไรหรอก หลายคนโทษตัวเองว่าไม่มีวินัย แต่อยากบอกว่ามันเกิดได้จากหลายอย่างนะ ความอยากหวาน ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากใจอ่อน แต่มาจาก
- น้ำตาลในเลือดแกว่ง
- กินพลังงานไม่สมดุล
- ร่างกายพยายามเอาตัวรอด
วันนี้เลยอยากแนะนำ อาหาร 5 กลุ่ม ที่ช่วยลดความอยากของหวานได้จริง ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องหักดิบ แค่ "จัดมื้อให้เป็น" ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ
1. โปรตีน คือฐานของเรื่องนี้ทั้งหมด
ส่วนใหญ่เวลาที่อยากหวานหนัก ๆมักเจอว่า โปรตีนไม่พอ หรือมื้อก่อน คาร์บล้วน มื้อไหนที่
- กินแป้งล้วน
- กินเบา ๆ แต่ไม่มีโปรตีน
- หรือมื้อเช้าเป็นกาแฟอย่างเดียว
ร่างกายจะได้พลังงานเร็วก็จริง แต่หมดเร็วมาก พอพลังงานตก สมองจะรีบหาทางลัด ซึ่งก็คือ "น้ำตาล" ซึ่งโปรตีนช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าลง อินซูลินไม่พุ่ง และฮอร์โมนความอิ่ม (เช่น GLP-1, PYY) ทำงานดีขึ้น
อาหารโปรตีนที่แนะนำ
- ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น
- ปลา ไก่ หมูไม่ติดมัน
- เต้าหู้ เทมเป้
- กรีกโยเกิร์ต
2. ใยอาหาร = ทำให้น้ำตาลไม่แกว่ง
หลายคนคิดว่าใยอาหารมีไว้แค่ช่วยถ่าย แต่จริง ๆ มันคือตัวช่วยสำคัญ เพราะมันช่วยให้น้ำตาลค่อย ๆ เข้าเลือด ถ้าไม่มีใยอาหาร คาร์บจะดูดซึมเร็ว น้ำตาลขึ้นเร็ว แล้วก็ตกเร็ว พอน้ำตาลตก → อยากหวานทันที ใยอาหารช่วยให้ น้ำตาลค่อย ๆ เข้าเลือด
ไม่พุ่ง ไม่ร่วง สมองก็ไม่ต้องคิดถึงของหวานนะ
แหล่งใยอาหารที่แนะนำ
- ผักใบเขียว
- ผักหลากสี
- ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี
- เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์
ทริกง่ายๆ คือ
- กินผักก่อนคาร์บ
- แค่เปลี่ยนลำดับการกิน
- น้ำตาลหลังมื้อดีขึ้น
- ความอยากหวานก็ลดลงตาม
3. ไขมันดี ไม่ได้ทำให้อ้วน แต่ช่วยไม่ให้ติดหวาน
หลายคนกลัวไขมัน พอหลีกเลี่ยงมาก ๆ มื้ออาหารจะ "เบาเกินไป" ผลคือ อิ่มไม่นาน พลังงานตกเร็ว แล้วสุดท้ายก็ไปจบที่ขนม
ไขมันดีช่วย
- ทำให้อิ่มยาว
- พลังงงานนิ่ง
- ไม่หิวจุกจิก
ไขมันดีที่เลือกได้
- อะโวคาโด
- ถั่วอัลมอนด์ วอลนัต
- เมล็ดพืช
- น้ำมันมะกอก
มื้อไหนมีทั้ง โปรตีน + ไขมันดี มื้อนั้นแทบไม่คิดถึงของหวานเลย
4. บางทีเราไม่ได้อยาก “น้ำตาล” แต่อยาก "รสชาติ"
อันนี้หลายคนไม่เคยสังเกต บางทีเราอยากกินหวานๆ ไม่ได้มาจากหิว แต่มาจากความเบื่อ หรืออยากอะไรเข้าปาก ตรงนี้มีตัวช่วยที่ดีมาก คืออาหาร/เครื่องดื่ม ที่ "ไม่หวาน แต่รู้สึกได้รส"
ตัวอย่างที่ใช้แทนของหวานได้
- อบเชย (ใส่กาแฟ ใส่กรีกโยเกิร์ต)
- โกโก้ 100%
- ชาไม่หวาน กลิ่นหอม ๆ
- กาแฟดำ
อธิบายเข้าใจง่ายๆคือ สมองได้รส แต่ไม่ได้น้ำตาล ความอยากก็จะหายไปนะ
5. ถ้าอยากหวานจริง ๆ อย่าห้าม แค่ "เปลี่ยนวิธี"
การห้ามตัวเองแบบเด็ดขาด มักอยู่ได้ไม่นาน และสุดท้ายจะหลุดแรงกว่าเดิม วิธีที่ใช้ได้จริงกว่า คือ หวานได้ แต่ไม่หวานล้วน
หลักง่าย ๆ
- อย่ากินหวานเดี่ยว ๆ
- ให้มีโปรตีนหรือไขมันไปด้วยเสมอ
ตัวเลือกที่บาลานซ์กว่า
- ดาร์กช็อกโกแลต 70–85%
- ผลไม้ปริมาณพอเหมาะ + โปรตีน
- โยเกิร์ตกรีกไม่หวาน + ถั่วเล็กน้อย
แบบนี้ น้ำตาลไม่พุ่ง อินซูลินไม่เหวี่ยง แล้วความอยากหวานจะค่อย ๆ ลดเอง
สรุป ถ้าเรารู้สึกว่า ทำไมเลิกหวานมันยากจัง อย่าเพิ่งโทษตัวเอง ลองถามใหม่ว่า เรากินพลังงานสมดุลพอหรือยัง
จำหลักง่าย ๆ
- โปรตีนให้พอ
- ใยอาหารให้ถึง
- ไขมันดีอย่าขาด
- ถ้าอยากหวาน เลือกให้เป็น
ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คุณจะรู้ตัวอีกทีว่า ของหวานไม่ได้มีผลกับเราเหมือนเดิมแล้วจริง ๆ






