ถึงว่า ต้นตอทำ "แบงค์ ยศกร" บูลลี่ "น้องทับทิม" ยิ่งฟังยิ่งพีก

ถึงว่า ต้นตอทำ "แบงค์ ยศกร" บูลลี่ "น้องทับทิม" อินฟลูเอนเซอร์สาว แท้จริงไม่ใช่แค่ ทักไปจีบแล้วโดนเมิน แต่ยิ่งฟังยิ่งพีก

จากกรณีดราม่าร้อนในโลกออนไลน์ หลังมีการเปิดเผยพฤติกรรมของ "แบงค์ ยศกร" ที่ ทักแชท ไปจีบ "น้องทับทิม" อินฟลูเอนเซอร์สาวผู้พิการแขนขวาแต่กำเนิด แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบกลับ กลับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการคุกคามและบูลลี่อย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 2 ปี จนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้เสียหายอย่างหนัก ขณะที่ทางครอบครัวของน้องทับทิมยืนยันชัดว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด แม้อีกฝ่ายจะพยายามติดต่อเข้ามาขอขมาแล้วก็ตาม

 

ถึงว่า ต้นตอทำ "แบงค์ ยศกร" บูลลี่ "น้องทับทิม" ยิ่งฟังยิ่งพีก

ล่าสุด เพจ โหนกระแส ได้เผยข้อมูลจาก คุณแม่ของผู้ก่อเหตุ ซึ่งออกมาเปิดใจถึงเรื่องราวทั้งหมด พร้อมยอมรับว่า ลูกชายของตนทำผิดจริง แต่อยากขอให้สังคมมองเรื่องนี้อย่างรอบด้าน เพราะลูกชายมีปัญหาสุขภาพที่เคยอยู่ระหว่างการรักษามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนจะขาดการดูแลในช่วงหลัง

 

คุณแม่เปิดเผยว่า ลูกชายป่วยเป็น แอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder) ซึ่งเป็นความบกพร่องด้านพัฒนาการรูปแบบหนึ่ง โดยที่ผ่านมาเขาได้รับการดูแลและรักษาจากครอบครัวมาตลอด แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2563 เมื่อครอบครัวต้องเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19 รวมถึงปัญหาทางการเงินอย่างหนักจากการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก ทำให้ลูกชายขาดการรักษาและขาดยาต่อเนื่องนับจากนั้น

 

แม่ของผู้ก่อเหตุเล่าว่า ก่อนหน้านี้ลูกชายเป็นเด็กเรียนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมักได้รับคำชมจากคนรอบข้างอยู่เสมอ อีกทั้งยังเคยเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องหยุดเรียนกลางคัน เนื่องจากปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย รวมถึงแรงกดดันจากการถูกเพื่อนบางส่วนบูลลี่และดูถูกเรื่องฐานะทางบ้าน ซึ่งกลายเป็นบาดแผลในใจที่สะสมมาเรื่อย ๆ

 

ต่อมา ลูกชายได้ย้ายไปเรียนในที่ใหม่ พร้อมทั้งพยายามช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำของขาย แต่กลับยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้น เพราะมองว่าตัวเองถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาดูถูก และมีคำพูดในลักษณะเหยียดหยามว่า “เรียนสูงแต่ต้องมาขายของ” จนท้ายที่สุดเจ้าตัวตัดสินใจขอออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

ถึงว่า ต้นตอทำ "แบงค์ ยศกร" บูลลี่ "น้องทับทิม" ยิ่งฟังยิ่งพีก

สำหรับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ คุณแม่ระบุว่า เพิ่งทราบภายหลังว่าลูกชายมีการใช้โซเชียลมีเดียไปคุกคามและบูลลี่ผู้อื่น พร้อมยืนยันว่า ครอบครัว ไม่ได้ปฏิเสธความผิด และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ลูกชายทำลงไปนั้นไม่ถูกต้อง โดยขณะนี้ตนได้ติดต่อไปขอโทษแม่ของผู้เสียหายแล้ว และกำลังเร่งเดินทางไปรับตัวลูกชายกลับมาเพื่อเข้าสู่การรักษาอีกครั้ง

 

ระหว่างการพูดคุยกับทีมงาน คุณแม่ของผู้ก่อเหตุถึงกับ ร้องไห้สะอื้นตลอดเวลา พร้อมขอวิงวอนให้สังคมแยกแยะระหว่าง “การทำผิดที่ต้องรับผิดชอบ” กับ “การเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น” โดยย้ำว่า ลูกชายไม่ได้ควรได้รับการยกเว้นความผิด แต่ต้องการให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับกระบวนการตามกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นนี้ก็ทำให้เกิดการพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า ภาวะหรืออาการป่วย ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเพื่อลดทอนความรุนแรงของการคุกคามผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อผู้เสียหายได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างชัดเจน ซึ่งในกรณีของน้องทับทิม มีรายงานว่าเจ้าตัวมีภาวะซึมเศร้า เก็บตัว ไม่กล้าเข้าสังคม และไม่กล้าใช้ชีวิตตามปกติจากสิ่งที่เผชิญมาอย่างยาวนาน

 

ทั้งนี้ แอสเพอร์เกอร์ เป็นภาวะหนึ่งในกลุ่มความผิดปกติด้านพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสังคม การสื่อสาร และพฤติกรรมซ้ำ ๆ หรือความสนใจเฉพาะด้าน โดยผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีพัฒนาการด้านภาษาและสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีข้อจำกัดในการเข้าใจบริบททางสังคม อารมณ์ หรือความหมายแฝงของคำพูด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ผู้ที่มีภาวะดังกล่าว สามารถเรียนรู้และใช้ชีวิตร่วมกับสังคมได้ หากได้รับการดูแล สนับสนุน และรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

 

กรณีนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องสะท้อนหลายมิติ ทั้งเรื่องของ การคุกคามบนโลกออนไลน์, ผลกระทบทางใจของผู้เสียหาย, และ ความสำคัญของการเข้าถึงการรักษาด้านสุขภาพจิตและพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมควบคู่ไปกับการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง


ถึงว่า ต้นตอทำ "แบงค์ ยศกร" บูลลี่ "น้องทับทิม" ยิ่งฟังยิ่งพีก

ข้อมูลจาก สถาบันราชานุกูล และ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี