- 02 เม.ย. 2569
หลายคนเข้าใจว่า "งูสวัด" เป็นเพียงผื่นตามผิวหนังที่หายได้เอง แต่ความจริงแล้วโรคนี้เกี่ยวข้องกับระบบเส้นประสาท และอาจรุนแรงกว่าที่คิด โดยเฉพาะหากเกิดบริเวณใบหน้า
“งูสวัด” เป็นโรคที่ไม่ได้ส่งผลแค่ผิวหนัง แต่เกี่ยวข้องกับระบบเส้นประสาท โดยมีสาเหตุมาจากไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส ซึ่งสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกาย และกลับมากำเริบได้เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ในช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเมื่ออายุมากขึ้น
อาการของโรคมักเริ่มจากปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาท ก่อนจะเกิดผื่นหรือตุ่มน้ำตามมา ซึ่งหากขึ้นบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะใกล้ดวงตา อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น และในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนลุกลามไปยังสมองได้
หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น สับสน พูดไม่ชัด ซึมลง หรือมีอาการชัก ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันงูสวัด ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยง สามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคและความรุนแรงของอาการ
โดยเพจเฟสบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความระบุว่า
เจอ อีกละ คิดว่า “งูสวัด” เป็นแค่ผื่นแสบ ๆ ตามผิวหนัง เดี๋ยวก็หายใช่ไหมครับ คิดผิด
มันเป็นโรคของ “เส้นประสาท” ครับ ไม่ใช่แค่ผิวหนังนะ ที่แสบ มันจะปวดแปล๊บ เหมือนไฟช๊อต
ต้นเหตุคือไวรัสตัวเดิมกับอีสุกอีใส ชื่อว่า Varicella zoster virus
พอภูมิคุ้มกันตก เครียด พักผ่อนน้อย หรืออายุมากขึ้น
ไวรัสตัวนี้ก็ “ตื่น” แล้ววิ่งตามเส้นประสาทออกมา กลายเป็นงูสวัด
ขึ้นหน้า อันตรายสุด
เพราะมันลามที่ตา เกิดแผลได้ ตาบอดได้
หยักกว่านั้น ลามไปสมอง
เส้นประสาทเส้นเดียวกันนี้
มัน “ต่อถึงสมอง” โดยตรง
ถ้าไวรัสลุกลามเข้าไป อาจเกิด Herpes zoster encephalitis “สมองอักเสบจากงูสวัด”
ถ้า มีงูสวัด + อาการ สับสน พูดไม่รู้เรื่อง ซึม ชัก
ก็นี่แหละ ลามไปสมองครับ
ทำไง กลัวเป็น
1. ฉีด Vaccine ป้องกันงูสวัด แพงหน่อยนะ
2. ทำร่างกายแข็งแรง อันนี้ทำได้เลย
ที่มา : สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์






