- 24 เม.ย. 2569
ปัจจุบันการคัดแยกขยะไม่ใช่แค่ช่วยสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้เสริมในครัวเรือนได้ หากรู้วิธีแยกวัสดุอย่างถูกต้องและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “ร้านอัฐค้าของเก่า Recycling ลำพูน” ซึ่งเป็นร้านรับซื้อของเก่ารีไซเคิล ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะภายในบ้าน พร้อมเผยเทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของวัสดุรีไซเคิลได้มากกว่าที่หลายคนคิด โดยเจ้าของโพสต์ได้มี การแนะนำรายละเอียดของวัสดุแต่ละประเภท พร้อมทั้งราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการเตรียมก่อนนำไปขาย โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจดังนี้
ประเภทขวดพลาสติก
- ขวดพลาสติกใสที่ใช้กันทั่วไป หากนำไปขายทั้งที่ยังมีฉลากติดอยู่ จะมีราคารับซื้อประมาณกิโลกรัมละ 6 บาท แต่หากใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการแกะฉลากออกก่อนนำไปขาย ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 6.5 บาททันที
- ขวดพลาสติกที่มีลวดลายหรือมีข้อความพิมพ์ติดบนเนื้อขวด (เรียกว่า “เพทสกรีน”) จะมีมูลค่าลดลงอย่างมาก เหลือเพียงกิโลกรัมละประมาณ 3 บาทเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการรีไซเคิลทำได้ยากกว่า
- ขวดนมพลาสติกสีขาวขุ่น ซึ่งมีสัญลักษณ์ HDPE หรือ HDP2 จัดเป็นวัสดุที่มีมูลค่าสูง โดยรับซื้ออยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 14 บาท แต่ต้องเป็น “สีขาวขุ่น” เท่านั้น หากเป็นสีขาวทึบ ราคาจะลดลงเหลือเพียงประมาณกิโลกรัมละ 3 บาท
ประเภทกล่อง
- กล่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่ากล่องสีเขียวเป็นประเภทที่มีมูลค่าสูงที่สุด โดยรับซื้อในราคาประมาณลังละ 12 บาท
สำหรับบรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋องเครื่องดื่ม สามารถบีบให้แบนก่อนนำไปขายได้ ซึ่งไม่ส่งผลต่อราคา แถมยังช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บอีกด้วย
- กระป๋องอลูมิเนียม สังเกตได้จากน้ำหนักที่เบา และแม่เหล็กจะไม่ดูดติด ก้นกระป๋องมีลักษณะโค้งเว้า มีราคารับซื้อสูง อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 54–55 บาท
- กระป๋องสังกะสี แม่เหล็กสามารถดูดติดได้ ก้นกระป๋องเรียบแบน มักมีสีขาว ราคาจะต่ำกว่ามาก อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 3.60 บาท ฝาขวด จุดเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม
ประเภทฝาขวด
ฝาอลูมิเนียม (เช่น ฝาขวดเครื่องดื่มหรือฝาเหล้า) หากแกะแผ่นโฟมด้านในออกก่อนขาย จะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 33 บาท แต่ถ้าไม่แกะ ราคาจะลดลงเหลือประมาณกิโลกรัมละ 26 บาท หากไม่สามารถแกะแผ่นด้านในออกได้ เนื่องจากติดกาวแน่น ราคาจะลดลงอย่างมาก เหลือเพียงประมาณกิโลกรัมละ 2 บาทเท่านั้น






