- 12 พ.ค. 2569
ครม. เห็นชอบสหรัฐฯ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินเชียงใหม่ ใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่ ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ กว่า 190 ปี
ครม. ไฟเขียว สหรัฐฯ ซื้อที่ดินเชียงใหม่ ตั้งบ้านพักกงสุลใหญ่ ตอกย้ำสัมพันธ์ 190 ปี
วันที่ (12 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาซื้อบ้านพร้อมที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ณ จังหวัดเชียงใหม่ หลังใหม่ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
บ้านพร้อมที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ 1 ไร่ 87.6 ตารางวา พร้อมอาคารพักอาศัย 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 725 ตารางเมตร โดยไม่มีภาระจำนองหรือภาระผูกพันอื่นใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้วว่า มีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับใช้เป็นบ้านพักกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา
นางสาวลลิดา กล่าวว่า การพิจารณาครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมของคณะรัฐมนตรีที่กำหนดว่า หากรัฐบาลต่างประเทศถือครองที่ดินในประเทศไทยเกิน 15 ไร่ และประสงค์จะซื้อเพิ่มเติม ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นรายกรณี โดยกรณีนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยเกินหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเคยมีความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นสถานที่ทางการทูตหรือกงสุล จึงครอบคลุมการซื้อบ้านพร้อมที่ดินในครั้งนี้ โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนฉบับใหม่ และผู้ซื้อจะได้รับการยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องตามกรอบความตกลงเดิม
นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรสำคัญของไทย ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับภูมิภาค ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 190 ปี การจัดหาบ้านพักกงสุลใหญ่แห่งใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่จึงสะท้อนความสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะบทบาทของเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน ในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
“การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการจัดหาสถานที่พักอาศัยทางกงสุล แต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจทางกงสุล การดูแลประชาชน และการขับเคลื่อนความร่วมมือในพื้นที่ภาคเหนือให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว
