"หมอแทน" มาเอง วิเคราะห์ดราม่า ทราย สก๊อต แฉจุดพีคคนวงในทักแชทหา

สะเทือน "หมอแทน" มาเอง วิเคราะห์ดราม่า "ทราย สก๊อต" ชี้พฤติกรรมผู้ถูกกล่าวหา พร้อมเผยมีคนวงในทักแชmส่วนตัวหา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมยังจับตาอย่างต่อเนื่อง สำหรับดราม่าระหว่าง "ทราย สก๊อต" และครอบครัว ล่าสุดเพจดัง "Drama-addict" ได้แชร์โพสต์ของ "หมอแทน (Doctor Tany)" ที่ออกมาแสดงมุมมองเชิงจิตวิทยา วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีล่วงละเมิด จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนักในโลกออนไลน์
 

"หมอแทน" มาเอง วิเคราะห์ดราม่า ทราย สก๊อต แฉจุดพีคคนวงในทักแชทหา

โดยหมอแทนเผยว่า  ระบุว่า หลายคนถามผมว่าหมอเข้าข้างใครกันแน่? ตอนคลิปแรกออก มีคนบอกว่าผมเข้าข้างคุณทราย พอคลิปที่สองออก ก็มีคนบอกว่าผมเข้าข้างคุณพาย ตอนนี้พอมีคลิปเสียงออกมาอีก ก็เริ่มมีคนบอกว่าผมกำลังชี้นำสังคม
 
สรุปแล้วผมน่าจะเข้าข้างทุกคน ยกเว้นคนที่อยากให้ผมคิดเหมือนตัวเองครับ 
 
ผมขอพูดตรงนี้ชัด ๆ อีกครั้ง ผมไม่ได้เลือกข้าง ผมเลือกวิเคราะห์ตามตรรกะ หลักฐาน และหลักจิตวิทยา แต่ในเวลาเดียวกัน ถ้ามีใครสักคนออกมาพูดว่า ตัวเองเคยถูกทำร้าย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ผมก็พร้อมจะเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เขาเสมอ
 
เพราะสิ่งหนึ่งที่สังคมชอบทำผิดพลาดมากที่สุด คือเวลามีคนออกมาเล่าเรื่องความรุนแรง เรารีบตัดสินทันทีว่า

  • “จริงหรือเปล่า?”
  • “โกหกไหม?”
  • “มีผลประโยชน์อะไรหรือไม่?”
  • ทั้งที่สิ่งแรกที่ควรทำจริง ๆ คือ รับฟัง

 
และหลังจากที่คลิปเสียงถูกปล่อยออกมา สิ่งที่น่าสนใจมาก ไม่ใช่แค่ตัวคลิป แต่คือ ปฏิกิริยาของผู้คน หลายคนที่ก่อนหน้านี้รีบออกมาปกป้องอีกฝ่าย เริ่มลบคอมเมนต์ ลบการกดไลก์ หรือออกมาพูดว่า ตัวเองไม่ได้สนับสนุนความรุนแรง

 

ตรงนี้มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่สำคัญมากครับ ต่อให้คุณคิดว่าคุณรู้จักใครดีแค่ไหน คุณก็อาจไม่รู้ว่า หลังประตูบ้านของเขา มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง คนที่ดูดีในสายตาสังคม อาจไม่ใช่คนเดียวกันกับคนที่อยู่ในบ้านก็ได้
 
ทีนี้ในเชิงจิตวิทยา สิ่งที่ผมสนใจจริง ๆ คือ รูปแบบการตอบสนอง
 
เพราะเวลาคนเราถูกกล่าวหา โดยเฉพาะเรื่องร้ายแรง การตอบสนองมันมักมี pattern บางอย่าง ถ้าไม่ได้ทำจริง คนส่วนใหญ่มักจะปฏิเสธตรง ๆ ว่าไม่จริง ฉันไม่ได้ทำ พูดกี่ครั้งแล้วว่าไม่ได้ทำ นี่เรียกว่า Direct Denial คือการปฏิเสธตรงไปตรงมา
 
แต่ในหลายกรณี สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่แบบนั้น เราจะพบสิ่งที่เรียกว่า

  • Avoidance คือการหลีกเลี่ยงบทสนทนา

เช่น เราเคยคุยเรื่องนี้ไปแล้ว

  •  Minimization คือการลดทอนความรุนแรง

เช่น ก็แค่เรื่องตอนเด็ก ก็เล่นกัน

  •  Justification คือการหาเหตุผลให้พฤติกรรมตัวเอง

เช่น ตอนนั้นยังเด็กอยู่ ยังไม่รู้เรื่อง 
ทั้ง 3 อย่างนี้ ในทางจิตวิทยาถือเป็น defensive response หรือการตอบสนองเชิงป้องกันตัว ซึ่งมักพบได้เมื่อคน ๆ หนึ่งรู้สึกว่า ตัวเองมีบางอย่างต้องปกป้อง
และอีกคำหนึ่งที่อยากให้ทุกคนรู้จักคือคำว่า 

  •  DARVO (ซึ่งในคลิปเสียงไม่เกิดขึ้น)

D = Deny ปฏิเสธ
A = Attack โจมตีคนที่ออกมาเล่า
RVO = Reverse Victim and Offender
สลับตัวเองจากผู้กระทำ กลายเป็นเหยื่อแทน
 
เช่น จากคนถูกกล่าวหา กลายเป็นพูดว่า เธอนั่นแหละทำร้ายฉัน เธอกำลังทำลายชีวิตฉัน จนสุดท้ายเหยื่อตัวจริงกลายเป็นคนรู้สึกผิดแทน
 
แต่ต้องย้ำอีกครั้งครับ

  •  การวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมไม่ใช่คำตัดสินทางกฎหมาย

ผมไม่ได้บอกว่าใครผิด 100% หรือใครถูก 100% หน้าที่ของผม คืออธิบายสิ่งที่เห็น ผ่านหลักจิตวิทยา ตรรกะ และพฤติกรรมมนุษย์
 

  • แล้วก็ต้องเล่าอีกอย่างหนึ่งตรง ๆ ครับ หลังจากผมพูดเรื่องนี้ไป ก็มี “ผู้เกี่ยวข้อง” ที่เกี่ยวข้องโดยตรงมากๆ กับเรื่องนี้ ส่งข้อความเข้ามาหาผมด้วยประมาณว่า ผมโอนเอียง และอยากให้ผมวิเคราะห์ต่อ เมื่อเรื่องมันถึงจุดสิ้นสุด ซึ่งผมก็ทำตามที่ขอแล้วนะครับ

 
เพียงแต่การวิเคราะห์ของผม อาจไม่ได้ออกมาในแบบที่บางคนอยากให้เป็น เพราะผมไม่ได้มีหน้าที่ช่วยใครสร้างภาพ หรือช่วยใครลบภาพ
 
หน้าที่ของผมคือดูว่า หลักฐานบอกอะไร พฤติกรรมบอกอะไร และตรรกะพาเราไปตรงไหน ถ้าตรรกะพาไปทางไหน ผมก็พูดไปทางนั้นครับ
 
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้แบบนี้ เวลามีใครสักคน กล้าออกมาเล่าเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต สิ่งแรกที่เขาต้องการ อาจไม่ใช่คำตัดสิน แต่คือการมีใครสักคน ที่ไม่รีบบอกว่า
 

  • “เธอคิดไปเอง”
  • “เธอโกหก”
  • “เธอต้องมีอะไรแอบแฝงแน่ ๆ”

 
เพราะคนที่ถูกทำร้ายจำนวนมากไม่ได้เงียบ เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เงียบ เพราะกลัวว่าไม่มีใครเชื่อ และไม่ว่าท้ายที่สุดความจริงทางกฎหมายจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็หวังว่า ทุกฝ่ายจะได้รับโอกาสในการเยียวยา เพราะความเจ็บปวดแบบนี้ ไม่ว่าฝั่งไหนสุดท้ายมันก็ทิ้งบาดแผลไว้กับมนุษย์คนหนึ่งเสมอ

  • บางคนเจ็บจากสิ่งที่ถูกกระทำ
  • บางคนเจ็บจากการสูญเสียครอบครัว
  • บางคนเจ็บจากการรู้ว่า

สิ่งที่ตัวเองเชื่อมาตลอดอาจไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ดังนั้นนอกจากการหาความจริง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความเมตตา เมตตาพอ ที่จะรับฟังกันโดยไม่รีบตัดสิน ที่จะไม่ใช้ความเจ็บปวดของใคร เป็นความบันเทิงของสังคม และเมตตาพอ ที่จะยอมรับว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีบาดแผลในแบบที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น ถ้าจะมีอะไรที่ผมอยากให้สังคมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้จริงๆ มันอาจไม่ใช่เรื่องว่า ใครแพ้ ใครชนะ แต่คือการที่เราเรียนรู้ จะอ่อนโยนต่อกันมากขึ้นครับ  

"หมอแทน" มาเอง วิเคราะห์ดราม่า ทราย สก๊อต แฉจุดพีคคนวงในทักแชทหา

"หมอแทน" มาเอง วิเคราะห์ดราม่า ทราย สก๊อต แฉจุดพีคคนวงในทักแชทหา

"หมอแทน" มาเอง วิเคราะห์ดราม่า ทราย สก๊อต แฉจุดพีคคนวงในทักแชทหา

ขอบคุณ Doctor Tany