- 29 พ.ค. 2569
“สส.ภาวุธ” เปิด 4 ข้อบังเอิญแปลกๆ โครงการ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใส
กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและเทคโนโลยี หลังโครงการ “TH-AI Passport” วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ ล่าสุด คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ เตรียมนำโครงการ Thailand AI Passport เข้าสู่การพิจารณา หลังปรากฏข้อกังขาจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับกระบวนการอนุมัติโครงการ การกำหนดราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้อง
นายพิทักษ์เดช ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ และอาจเกี่ยวข้องกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมบัญชีกลาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ
พร้อมยืนยันว่า การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาก้าวล่วงอำนาจหน่วยงานใด แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อรัฐและประชาชน โดยจะดำเนินการด้วยความเป็นกลาง โปร่งใส และยึดข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดการปะทะคารมอย่างดุเดือดระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เมื่อ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดต่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกี่ยวกับโครงการ “TH-AI Passport” มูลค่า 1,621 ล้านบาท ที่มีเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับโปรฟรีเป็นเวลา 1 ปี
โดย นายภาวุธ ตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น ทั้งเรื่องที่มาของตัวเลขผู้ใช้งาน 5 ล้านคน การกำหนด TOR ที่อาจเข้าข่ายล็อกสเปก การใช้เวลาเพียง 34 วันในการประกวดราคา รวมถึงเงื่อนไขบางอย่างที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น การกำหนดให้ต้องมีจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อจำนวนมาก และเงื่อนไขเกี่ยวกับผู้ให้บริการ Gen AI ระดับ Pro/Premium หลายยี่ห้อพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผย “12 จุดชวนสงสัย” ของร่าง TOR อาทิ การกำหนดคุณสมบัติให้ผู้ยื่นต้องเป็น Distributor ด้าน Gen AI โดยไม่มีนิยามชัดเจน การตั้งเงื่อนไขผลงานด้านไอทีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท การกำหนดคะแนนการสาธิตระบบ (POC) สูงถึง 52% ของคะแนนเทคนิค รวมถึงการวางหลักประกันยื่นซองสูงถึง 82.5 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจทำให้บริษัทไทยขนาดกลางไม่สามารถแข่งขันได้
อีกทั้งยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบงานประชาสัมพันธ์ การติดตั้งจอดิจิทัลกว่า 6,000 จุดทั่วประเทศ การออกอากาศทางโทรทัศน์ และการจัด Bootcamp อบรมประชาชน 4,000 คน ว่าจะสามารถตรวจสอบและยืนยันผลการดำเนินงานได้จริงหรือไม่
ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทยในยุค AI และเตรียมความพร้อมประเทศท่ามกลางปัญหาสังคมผู้สูงวัย โดยยืนยันว่าโครงการไม่ได้เป็นเพียงการแจก AI ฟรี แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ AI ของประเทศ ทั้งการเรียนรู้ การอบรม และการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ประชาชน
นายไชยชนก ยังยืนยันว่า กระบวนการจัดทำ TOR และการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาดำเนินการเกือบ 5 เดือน ไม่ใช่เพียง 34 วันตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมย้ำว่าทุกขั้นตอนดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบทุกประเด็น
ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport อยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก กสทช. ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยโครงการนี้ใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ตั้งเป้าให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับโปร เพื่อยกระดับทักษะและลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีของประเทศ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ทาง ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความอีกว่า "[ พบความบังเอิญที่แปลกประหลาดเพียบ! จาก ‘โครงการ TH-AI Passport’ มีมูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท! ]
โครงการ TH - AI Passport อยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้
สัปดาห์ที่ผ่านมา ในคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ มีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มาชี้แจงโครงการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ระบุว่าการคำนวณจำนวนผู้ใช้และมูลค่าของโครงการนี้ มาจากการที่หลายปีที่ผ่านมากองทุนนี้มีเงินเหลือรวมกันราว 1,500-1,600 ล้านบาท วิธีการคำนวณคือหากต้องการแจก AI ให้คนไทยใช้ ราคาเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 300 บาท ก็นำ 300 บาทหาร 1,500 ล้านบาท จะได้ตัวเลข 5 ล้านคนพอดี
ภาวุธกล่าวต่อไปว่ากลายเป็นว่าที่มาของโครงการนี้ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทย ขณะที่วันนี้ AI ส่วนใหญ่เปิดให้ใช้งานฟรี โครงการนี้เป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของกองทุนฯ โดยที่ สดช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนดังกล่าว เป็นผู้ของบประมาณสำหรับโครงการดังกล่าวเองด้วย เหมือนกับว่าเป็นคนตั้งเอง ชงเอง และตบเอง
[ โครงการนี้มีทั้งความประหลาดและเรื่องบังเอิญที่มากเกินไป ]
โครงการนี้มี #มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของกองทุนดีอี และยังเป็นโครงการที่ #อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของกองทุนดีอีเช่นเดียวกัน
ใช้เวลาตั้งแต่การประกวดราคาจนถึงการยื่นเอกสารนำเสนอเพียง 34 วันเท่านั้น ซึ่งปกติโครงการหลักพันล้านบาทไม่ใช้เวลาแค่ 34 วันแน่ๆ แต่ใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าจะศึกษา เก็บข้อมูล และส่งข้อมูล ความเร็วขนาดนี้จึงน่าตั้งข้อสงสัยมาก ว่าบริษัทที่ส่งข้อมูลเข้ามาได้มีส่วนรู้เห็น วางแผนไว้ก่อน หรือรู้ล่วงหน้าว่าจะมีโครงการนี้หรือไม่??
ภาวุธกล่าวต่อไปว่ายังมีเรื่องบังเอิญอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโครงการนี้
- ความบังเอิญที่ 1 -
มีกลุ่มบริษัทที่มาวางราคากลางไว้ จากนั้นจึงเริ่มเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกเกิดขึ้นในทีโออาร์ มีการผูกขาดเอาไว้ และสุดท้ายก็ชนะประมูลโครงการนี้ ที่น่าตกใจคือราคาที่ชนะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคากลางที่ตัวเองกำหนดไว้ถึง 1.5%
- ความบังเอิญที่ 2 -
ทีโออาร์มีการเขียนแบบล็อกสเปคเอาไว้ ว่าโครงการต้องมีการประชาสัมพันธ์สื่อจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่วันนี้มีช่องทางอื่นมากมาย และบังเอิญว่าเป็นหนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานนี้ได้ไป ก็คือกลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของสิทธิของหน้าจอในร้านสะดวกซื้อรายนั้น
- ความบังเอิญที่ 3 -
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการพูดถึงแพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวง อว. และระบบดิจิทัลในกระทรวงศึกษาธิการ รวมกันเป็นมูลค่าถึง 10,000 ล้านบาท ที่น่าตกใจคือบริษัทที่มาทำราคากลางของโครงการทั้งหมด เป็น 3 บริษัทเดียวกันกับที่ทำโครงการของไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต
- ความบังเอิญที่ 4 -
กลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการยังชนะโครงการการแข่งขันรถโมโตจีพี (MotoGP) ที่บุรีรัมย์ด้วย
สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือกลุ่มบริษัทเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกับทุนขาประจำที่ได้รับงานกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้น โครงการไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต คือโครงการที่มีความผิดปกติและมีความบังเอิญเต็มไปหมด ทั้งทีโออาร์ที่ผิดปกติและความไม่เหมาะสมหลายประการ
รวมถึงการเร่งจบภายใน 34 วัน โดยผู้ที่ชนะโครงการคือเครือข่ายกินรวบที่เป็นหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยมาตลอด คำถามคือรัฐมนตรีรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงได้อย่างไร
ช่วงท้าย ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตอบคำถามว่า ใครจะได้รับงานหรือโครงการไม่ใช่เรื่องของตน ตนเพียงมอบนโยบายว่าต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์แบบไหนจากโครงการ ใครที่จะประมูลผ่านหรือได้รับงานก็มีหน้าที่ส่งมอบตามนโยบาย หากทำไม่ได้ตนก็มีหน้าที่ไปจัดการ ใครได้จึงไม่ใช่เรื่องที่ตนจะต้องสนใจ
จากคำตอบดังกล่าวของไชยชนก ภาวุธชวนตั้งคำถามว่า “ถ้ามองว่าใครจะได้รับงานหรือโครงการไม่ใช่เรื่องของตน มีหน้าที่เพียงมอบนโยบายว่าต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว แบบนี้ ถ้าใครจะโกง ทางรัฐมนตรีจะไม่สนใจหรือ?
การไม่ตอบประเด็นเรื่องกลุ่มทุนหรือเครือข่ายที่เข้ามารับโครงการดังกล่าวที่มีโอกาสคอร์รัปชันได้ สิ่งนี้คือหน้าที่ของรัฐมนตรีหรือไม่ที่ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม การตอบว่า “ไม่ใช่เรื่องของตน” มันดูเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบใช่หรือไม่
จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีการดำเนินโครงการไทยแลนด์เอไอพาสปอร์ต (TH AI Passport) สำหรับคนไทย 5 ล้านคน มูลค่าโครงการ 1,621 ล้านบาท"
