จ่อล้างบ้าง วัดดัง จ.เลย พระ-แม่ชีต่างชาตินับร้อยขัดคำสั่งศาล

"บิ๊กต่อ" ผบช.ก. เตรียมลุยล้างบาง "วัดดัง จ.เลย" รุกป่า 755 ไร่ พบพิรุธ พระ-แม่ชีต่างชาตินับร้อยขัดขืนคำสั่งศาลฎีกา แฉปม ส.ป.ก. โผล่ทับที่อื้อซ่า

มหากาพย์รุกป่าสงวนแห่งชาติกว่า 10 ปี ถึงคราวปิดฉากอย่างเด็ดขาด ล่าสุด พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เตรียมเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ นำกำลังตำรวจ บก.ปทส., บก.ปปป., บก.ป. และ ตม. ผนึกกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และกรมบังคับคดี เพื่อเข้าบังคับคดีและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของ "วัดดังในจังหวัดเลย" หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเด็ดขาดให้รื้อถอน
 

จ่อล้างบ้าง วัดดัง จ.เลย พระ-แม่ชีต่างชาตินับร้อยขัดคำสั่งศาล

จ่อล้างบ้าง วัดดัง จ.เลย พระ-แม่ชีต่างชาตินับร้อยขัดคำสั่งศาล

 

รายงานระบุว่า แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่รุกล้ำ แต่ปัจจุบันยังพบว่ามีกลุ่มพระภิกษุและแม่ชีชาวต่างชาติ ทั้งชาวจีน เกาหลี และเวียดนาม รวม ๆ ประมาณ 300 รูป ยังคงปักหลักอาศัยอยู่และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ทางกรมป่าไม้จึงได้ร้องขอมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด หากบุคคลใดยังฝ่าฝืนไม่ออกจากพื้นที่ จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

ด้าน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตกับเจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) และ กอ.รมน. จังหวัดเลย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบผลสแกนพื้นที่ล่าสุดเทียบกับมาตราส่วน 1:4,000 พบข้อเท็จจริงดังนี้

พื้นที่ถูกต้อง วัดมีเอกสารสิทธิ์ประเภท น.ส.3 ที่ถูกต้องเพียง 45 ไร่ เท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เจ้าหน้าที่จะไม่แตะต้อง
พื้นที่บุกรุก มีการก่อสร้างกุฏิ ศาลา ลานธรรม สระน้ำ และที่พักผู้ปฏิบัติธรรม รุกล้ำขยายเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่าตาม พ.ศ. 2484 รวมเนื้อที่สูงถึง 755 ไร่

"ความศรัทธาต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง และไม่ควรอ้างศาสนามาอยู่เหนือกฎหมาย" นายชัยวัฒน์ ยืนยันชัด

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติอย่างรุนแรงของกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ โดยระบุว่า ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินเด็ดขาดในคดีนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ทว่าในปี 2561 กลับมีการออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 7 แปลง เนื้อที่รวม 217 ไร่ ทับซ้อนลงในพื้นที่พิพาทดังกล่าว

แม้ในเวลาต่อมา ส.ป.ก. จังหวัดเลย จะมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้ง 7 แปลงนั้น เนื่องจากเป็นการออกโดยมิชอบ แต่นายชัยวัฒน์ได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการในอดีตว่า การออกเอกสารสิทธิ์ทับคำสั่งศาลฎีกาเกิดขึ้นได้อย่างไร และการที่ผู้ได้รับสิทธิ ส.ป.ก. นำที่ดินไปมอบให้วัด ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะหากไม่ใช้สิทธิทำกิน จะต้องคืนพื้นที่ให้รัฐเพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรรายอื่น

ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับชุมชนรอบข้าง คือสภาพภายในวัดแห่งนี้ที่ไม่มีอุโบสถ และไม่มีการออกบิณฑบาตตามกิจของสงฆ์ทั่วไป แต่กลับพบว่ามีชาวต่างชาติกว่า 22 สัญชาติ จำนวนนับ 1,000 คน เข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ภายในวัด โดยในจำนวนนี้มีพระภิกษุและแม่ชีชาวต่างชาติ (จีน เกาหลี และเวียดนาม) รวมอยู่ด้วยประมาณ 300 รูป นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ และที่มาของแหล่งเงินทุนหมุนเวียนมหาศาลภายในวัดแห่งนี้ รวมถึงตั้งคำถามไปถึงฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนในอดีตว่า ปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร

ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ของวัดดังได้ออกมาเคลื่อนไหวโต้แย้งก่อนหน้านี้ โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง

นายชัยวัฒน์ เผยทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไปตนจะทยอยนำเสนอข้อมูลเจาะลึกในแต่ละประเด็นเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย

ที่มาของการก่อตั้งวัด
การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
การอ้างอิงแนวเขตของข้างเคียง
ความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 (ปี 2561) ทับคำพิพากษาศาลฎีกา (ปี 2560)
หลักปฏิบัติ กิจของสงฆ์ และที่มาของเงินหมุนเวียนมหาศาลภายในวัด
รายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม
การชี้แจงตอบโต้ข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่วัดที่ระบุว่าป่าไม้สร้างหลักฐานเท็จ

ความคืบหน้าของปฏิบัติการยึดคืนผืนป่า 755 ไร่ และการเข้าจัดการกลุ่มชาวต่างชาติที่ขัดคำสั่งศาลในครั้งนี้ ทางสำนักข่าวจะรายงานให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป

ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้ว่าฯ เลย ได้สั่งจัดระเบียบขั้นเด็ดขาด ทวงคืนป่าสงวนจากวัดดังแห่งนี้มาแล้ว

นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับคดีทวงคืนป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต และป่า 2484) เนื้อที่รวมกว่า 700 กว่าไร่ หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยมีมาตรการเด็ดขาด 2 เรื่องหลัก ดังนี้

ตรวจสอบสาวกต่างชาติ : สั่งการให้ ตม. และตำรวจ ตรวจสอบประวัติและสถานะการพำนักของสาวกและแรงงานต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี จีน และเวียดนาม) ประมาณ 100 กว่าราย รวมถึงสาวกชาวไทยที่เข้ามาปลูกบ้านพักในพื้นที่วัดอย่างเข้มงวด

ขับไล่บริวารและเพิกถอน ส.ป.ก. มิชอบ : สั่งสำนักงานบังคับคดีเร่งเคลื่อนย้ายกลุ่มสาวกและบริวารที่ไม่มีสิทธิ์ออกนอกพื้นที่ป่าโดยด่วน พร้อมยืนยันว่าจังหวัดได้สั่งเพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 7 แปลง (เนื้อที่ 217 ไร่) ที่ออกโดยมิชอบหลังศาลมีคำตัดสินแล้ว ซึ่งปัจจุบันกำลังรอขั้นตอนทางกฎหมาย

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ เลย จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่ของจังหวัดเพื่อวางแนวทางจัดการขั้นเด็ดขาดให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป