เศร้ามาก เพื่อน วินห้วยขวาง คนเดียวที่รอด ล่าสุดต้องสูญเสียอัณฑะ

ถึงกับเศร้าใจ เพื่อน วินห้วยขวาง คนเดียวที่รอด ล่าสุดต้องสูญเสียอัณฑะ จากเหตุ ตชด. ลั่นไก หลังต่อราคาค่ารถไม่สำเร็จ

จากคดีสะเทือนขวัญที่ “สิบตำรวจตรีนำทัพ” ตำรวจตระเวนชายแดน สังกัด ตชด.21 จังหวัดสุรินทร์ ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงวินจักรยานยนต์รับจ้างย่านห้วยขวาง จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในสังคม โดยมีทั้งฝ่ายที่มองว่าเป็นการใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัว ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ รวมถึงการยิงต่อเนื่องหลายสิบนัด อาจเข้าข่ายกระทำเกินกว่าเหตุ

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถูกเผยแพร่ออกมา ยิ่งทำให้คดีนี้ถูกตีความแตกต่างกันไป เพราะแม้จะปรากฏภาพช่วงที่ผู้ต้องหารัวกระสุนใส่คู่กรณี แต่หลายฝ่ายก็ยังตั้งคำถามถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง และสถานการณ์ในขณะนั้นอยู่ในระดับที่จำเป็นต้องใช้อาวุธปืนหรือไม่

 

เศร้ามาก เพื่อน วินห้วยขวาง คนเดียวที่รอด ล่าสุดต้องสูญเสียอัณฑะ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ นายภูริต หรือ “บอย” อายุ 37 ปี และ นายชรินทร์ หรือ “บอล” อายุ 48 ปี เสียชีวิต ขณะที่ นายเกียรติศักดิ์ อายุ 46 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนปืน

ล่าสุด นายเกียรติศักดิ์ หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ออกมาเปิดใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ตนเองไม่ได้เป็นผู้มีปัญหาหรือเปิดศึกกับตำรวจ แต่เข้าไปในจุดเกิดเหตุเพื่อพยายามห้ามปรามไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย ทว่ากลับถูกลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บหนัก กระสุนปืนฝังบริเวณอัณฑะ ต้องเข้ารับการผ่าตัดเป็นการเร่งด่วน

 

เศร้ามาก เพื่อน วินห้วยขวาง คนเดียวที่รอด ล่าสุดต้องสูญเสียอัณฑะ

 

 

เจ้าตัวยังขอความเห็นใจจากสังคม หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่ายก่อเหตุ โดยยืนยันว่า วินจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่เป็นกลุ่มคนที่คอยช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่าจากมุมมองของตน ตำรวจเป็นฝ่ายเข้ามามีปากเสียง พูดจาท้าทายจนเกิดความขัดแย้ง ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความรุนแรง

เศร้ามาก เพื่อน วินห้วยขวาง คนเดียวที่รอด ล่าสุดต้องสูญเสียอัณฑะ

 

 

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน โดยข้อเท็จจริงทั้งหมดจะต้องรอการพิสูจน์จากพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมต่อไป ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการป้องกันตัว หรือเป็นการใช้กำลังเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่