หมอเปิดสัญญาณเตือน "โรคอัลไซเมอร์" อาการแบบไหนควรพาไปพบแพทย์

"หมอวีระพันธ์" เปิดสัญญาณเตือน "โรคอัลไซเมอร์" อาการแบบไหนควรพาไปพบแพทย์ และวิธีการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 69 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ เคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Veerapun Suvannamai ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง "โรคอัลไซเมอร์" ระบุว่า...

หมอเปิดสัญญาณเตือน โรคอัลไซเมอร์ อาการแบบไหนควรพาไปพบแพทย์

"เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน!

เริ่มพูดจาหยาบคายซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน พูดจาไม่คิดหน้าคิดหลัง บางครั้งพูดเรื่องไม่เหมาะสมกลางวงคนเยอะๆ โดยไม่รู้สึกอาย ใช้เงินมือเติบผิดปกติ ตัดสินใจเรื่องต่างๆ แบบที่คนเดิมไม่มีวันทำ"

 

บทที่ 7

สมองเสื่อม (Dementia): มากกว่าแค่ลืม

"คนเราไม่ได้หายไปในวันที่หัวใจหยุดเต้น แต่หายไปทีละนิด ในวันที่เขาเริ่มไม่ใช่เขาอีกต่อไป และนั่นคือสิ่งที่สมองเสื่อมพรากไป"

 

บันทึกของพยาบาลดูแลผู้สูงอายุคนหนึ่ง ชายผู้ใจดีที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนละคน ผมมีคนไข้ชายคนหนึ่ง อดีตข้าราชการครู วัยเจ็ดสิบต้นๆ ภรรยาพามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนปนเศร้า เธอเล่าว่าสามีที่อยู่ด้วยกันมากว่าสี่สิบปี เป็นคนสุภาพ เรียบร้อย พูดจาไพเราะมาตลอดชีวิต แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

 

เริ่มพูดจาหยาบคายซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน พูดจาไม่คิดหน้าคิดหลัง บางครั้งพูดเรื่องไม่เหมาะสมกลางวงคนเยอะๆ โดยไม่รู้สึกอาย ใช้เงินมือเติบผิดปกติ ตัดสินใจเรื่องต่างๆ แบบที่คนเดิมไม่มีวันทำ ที่น่าแปลกคือ ความจำของเขายังดีอยู่ จำชื่อคนได้ จำเรื่องเก่าได้ จำทางได้ ภรรยาถามผมด้วยน้ำเสียงสั่นว่า "นี่มันคืออัลไซเมอร์ใช่ไหมคะหมอ ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้"

ผมอธิบายว่า อาจไม่ใช่อัลไซเมอร์ เพราะอัลไซเมอร์มักเริ่มที่ความจำ แต่กรณีของสามีเธอ ความจำยังดี กลับเป็นบุคลิกภาพและการควบคุมตัวเองที่เปลี่ยนไป นี่คือสมองเสื่อมอีกชนิดหนึ่ง ที่เริ่มทำลายสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนควบคุมพฤติกรรมและการยับยั้งชั่งใจ วันนั้นภรรยาเขาเข้าใจอะไรหลายอย่าง และที่สำคัญ เธอเลิกโกรธสามี เพราะรู้แล้วว่ามันคือโรค ไม่ใช่นิสัยที่เปลี่ยนไป

 

สมองเสื่อมมิได้มีแค่โรคเดียว

 

ในบทที่แล้วเราคุยกันเรื่องอัลไซเมอร์ และผมได้บอกไปว่าอัลไซเมอร์เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งของสมองเสื่อม วันนี้เราจะมาทำความรู้จักภาพรวมทั้งหมดกัน ขอเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ สมองเสื่อมเปรียบเหมือนคำว่าปวดท้อง ปวดท้องไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการที่มีได้จากหลายสาเหตุ ทั้งกระเพาะอักเสบ ไส้ติ่ง อาหารเป็นพิษ หรือนิ่วในถุงน้ำดี สมองเสื่อมก็เช่นกัน มันคือกลุ่มอาการที่ความสามารถของสมองถดถอยจนกระทบชีวิตประจำวัน และมีได้จากหลายสาเหตุ ที่ต้องเข้าใจตรงนี้ให้ดี เพราะสาเหตุที่ต่างกัน นำไปสู่การดูแลและการพยากรณ์โรคที่ต่างกัน และที่สำคัญที่สุด บางสาเหตุของสมองเสื่อมรักษาให้หายได้ ถ้าวินิจฉัยได้ทัน

 

รู้จักสมองเสื่อมแต่ละชนิด

 

สมองเสื่อมมีหลายชนิด แต่ผมจะเล่าเฉพาะชนิดหลักๆ ที่พบบ่อยและควรรู้จัก

 

  • สมองเสื่อมจากอัลไซเมอร์

ชนิดนี้พบบ่อยที่สุด เราคุยกันไปแล้วทั้งบทในบทที่ 6 ลักษณะเด่นคือเริ่มที่ความจำ ลืมเรื่องใหม่ก่อน แล้วค่อยๆ ลามไปส่วนอื่น ดำเนินไปอย่างช้าๆ

 

  • สมองเสื่อมจากหลอดเลือด

ชนิดนี้พบบ่อยเป็นอันดับสอง เกิดจากหลอดเลือดในสมองมีปัญหา อาจจากโรคหลอดเลือดสมองที่เราคุยกันในบทที่ 5 หรือจากหลอดเลือดเล็กๆ ในสมองที่ค่อยๆ เสียหายจากความดันสูงและเบาหวานเรื้อรัง

ลักษณะเด่นของชนิดนี้คือ มักทรุดลงเป็นขั้นบันได คือคงที่อยู่ช่วงหนึ่ง แล้วแย่ลงทันทีหลังเกิดหลอดเลือดสมองอีกครั้ง ต่างจากอัลไซเมอร์ที่ค่อยๆ แย่ลงอย่างสม่ำเสมอ ข่าวดีของโรคสมองชนิดนี้คือ ป้องกันไม่ให้แย่ลงได้ ด้วยการคุมความดัน เบาหวาน ไขมัน เหมือนการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

 

  • สมองเสื่อมจากสมองส่วนหน้า

 

นี่คือชนิดที่คนไข้ที่ผมเล่าตอนต้นบทเป็น ชนิดนี้เริ่มทำลายสมองส่วนหน้าและส่วนข้าง ซึ่งควบคุมพฤติกรรม อารมณ์ และภาษา

 

ลักษณะเด่นคือ ความจำในระยะแรกมักยังดี แต่บุคลิกภาพและพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ขาดการยับยั้งชั่งใจ พูดจาไม่เหมาะสม หมดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น หรือบางรายเริ่มจากปัญหาด้านภาษาก่อน ชนิดนี้มักพบในคนอายุน้อยกว่าชนิดอื่น บางคนเริ่มเป็นตั้งแต่วัยห้าสิบ และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปัญหาทางจิตเวชหรือนิสัยเสียในตอนแรก

 

  • สมองเสื่อมจากลิวอี้บอดี้

 

ชนิดนี้มีลักษณะพิเศษที่ผสมระหว่างอาการสมองเสื่อมกับอาการคล้ายพาร์กินสัน ผู้ป่วยอาจมีอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า ตัวแข็ง ร่วมกับความจำที่ขึ้นๆ ลงๆ บางวันดีบางวันแย่ และที่เด่นมากคือ มักเห็นภาพหลอน เห็นคนหรือสัตว์ที่ไม่มีอยู่จริงอย่างชัดเจน เรื่องพาร์กินสันเราจะคุยกันต่อในบทที่ 8

 

กล่องความรู้

 

สมองเสื่อมไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการจากหลายสาเหตุ

 

อัลไซเมอร์ เริ่มที่ความจำ

  • ชนิดหลอดเลือด ทรุดเป็นขั้นบันได
  • ชนิดสมองส่วนหน้า เปลี่ยนที่บุคลิกแต่ความจำยังดี
  • ชนิดลิวอี้บอดี้ มีภาพหลอนและอาการคล้ายพาร์กินสัน

 

แยกให้ถูกสำคัญมาก เพราะบางชนิดชะลอหรือรักษาได้

 

สมองเสื่อมที่รักษาหายได้ อย่ามองข้าม

 

ตรงนี้สำคัญมากและผมอยากให้ทุกคนจำไว้ เพราะมันอาจช่วยคนที่คุณรักไม่ให้ต้องทรมานโดยไม่จำเป็น

 

มีภาวะหลายอย่างที่ทำให้เกิดอาการเหมือนสมองเสื่อม แต่ความจริงแล้วรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ ถ้าวินิจฉัยได้ทันและรักษาถูกต้อง ภาวะเหล่านี้เรียกว่าสมองเสื่อมเทียม หรือสมองเสื่อมที่แก้ไขได้

 

ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ภาวะขาดวิตามินบีสิบสอง ซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุและคนที่กินมังสวิรัติเคร่งครัด ทำให้มีอาการหลงลืมสับสนได้ แต่แก้ได้ด้วยการเสริมวิตามิน ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ ก็ทำให้เชื่องช้า ความจำแย่ ซึมเศร้า คล้ายสมองเสื่อม แต่รักษาได้ด้วยยา

 

นอกจากนี้ยังมีภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่แสดงออกเหมือนสมองเสื่อม เพราะทำให้ความจำและสมาธิแย่ลง ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดที่กินหลายตัวพร้อมกัน ภาวะน้ำในโพรงสมองมากผิดปกติที่ผ่าตัดรักษาได้ และเนื้องอกในสมองบางชนิด

 

นี่คือเหตุผลที่เมื่อมีอาการสงสัยสมองเสื่อม ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน ไม่ใช่เหมาเอาว่าแก่แล้วก็เป็นธรรมดา เพราะถ้าเป็นชนิดที่รักษาได้ แล้วปล่อยไว้ มันน่าเสียดายมาก

 

แยกให้ออกระหว่างแก่ตามวัยกับสมองเสื่อม

 

หลายครอบครัวกังวลเกินไป เห็นผู้ใหญ่ลืมอะไรนิดหน่อยก็ตกใจคิดว่าสมองเสื่อม ขณะที่บางครอบครัวกลับมองข้าม คิดว่าแก่แล้วหลงลืมเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งสองแบบไม่ดีทั้งคู่ครับ

 

ความแก่ตามวัยทำให้สมองทำงานช้าลงบ้าง นึกชื่อคนไม่ออกชั่วครู่ ลืมว่าวางของไว้ไหน เรียนรู้สิ่งใหม่ช้าลง เหล่านี้เป็นเรื่องปกติ จุดสำคัญคือ มันไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุยังจัดการเรื่องเงิน ยังทำกับข้าว ยังขับรถ ยังดูแลตัวเองได้

 

แต่สมองเสื่อมต่างออกไป มันกระทบการใช้ชีวิตจริง เริ่มจัดการเรื่องเงินไม่ได้ ทำกิจวัตรที่เคยทำคล่องไม่ได้ หลงทาง ตัดสินใจผิดพลาดเรื่องสำคัญ และอาการแย่ลงเรื่อยๆ ตามเวลา

 

เส้นแบ่งที่ชัดที่สุดคือคำว่ากระทบชีวิตประจำวัน ถ้าการหลงลืมเริ่มทำให้ใช้ชีวิตปกติไม่ได้ นั่นคือสัญญาณที่ต้องพาไปพบแพทย์

 

ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายมีความสุข

 

การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมมีหลักการที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล

 

  • อย่างแรก เข้าใจว่าพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปคือโรค ไม่ใช่ความตั้งใจหรือนิสัยไม่ดี เมื่อผู้ป่วยถามซ้ำ หลงลืม หรือหงุดหงิด นั่นคืออาการของโรค การโกรธหรือดุว่าไม่ช่วยอะไร มีแต่ทำให้ทุกคนทุกข์ใจ
  • อย่างที่สอง สร้างสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยและปลอดภัย ผู้ป่วยสมองเสื่อมจะสบายใจกับสิ่งที่คุ้นเคย การจัดบ้านให้เป็นระเบียบ มีกิจวัตรประจำที่แน่นอน ติดป้ายบอกห้อง ช่วยลดความสับสนได้มาก และต้องระวังอุบัติเหตุ เพราะผู้ป่วยอาจหลงลืมจนเกิดอันตราย เช่น ลืมปิดแก๊ส
  • อย่างที่สาม สื่อสารด้วยความอ่อนโยน พูดช้าๆ ชัดๆ ใช้ประโยคสั้น สบตา ยิ้ม สัมผัสอย่างอ่อนโยน บางครั้งน้ำเสียงและความรู้สึกสำคัญกว่าคำพูด เพราะแม้ผู้ป่วยจะจับใจความไม่ได้ แต่ยังรับรู้ความรักและความปลอดภัยได้
  • อย่างที่สี่ และผมขอย้ำเหมือนบทที่แล้ว ผู้ดูแลต้องดูแลตัวเองด้วย อย่าแบกไว้คนเดียวจนหมดไฟ ขอความช่วยเหลือ สลับเวรกัน และให้เวลาตัวเองได้พักบ้าง

 

ป้องกันสมองเสื่อมได้จริง

 

แม้สมองเสื่อมบางชนิดเราป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่งานวิจัยใหญ่ระดับโลกยืนยันว่า เราลดความเสี่ยงโดยรวมได้มากถึงเกือบครึ่งหนึ่ง ด้วยการดูแลปัจจัยที่ควบคุมได้ ตลอดช่วงชีวิต

 

ปัจจัยเหล่านี้คล้ายกับที่เราคุยกันในบทอัลไซเมอร์ คุมความดัน เบาหวาน ไขมัน ไม่สูบบุหรี่ จำกัดแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลการได้ยิน รักษาภาวะซึมเศร้า กระตุ้นสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ และเข้าสังคมไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว

 

โดยเฉพาะการดูแลหลอดเลือดให้ดี สำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับสมองเสื่อมชนิดหลอดเลือด เพราะทุกครั้งที่เราป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ เราก็ป้องกันสมองเสื่อมชนิดนี้ไปด้วยในตัว

 

เรื่องการดูแลสมองอย่างละเอียดทั้งอาหาร การออกกำลังกาย การนอน ความเครียด การเข้าสังคม รอติดตามในส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้

 

สรุปบทที่ 7

 

สมองเสื่อมไม่ใช่โรคๆเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่สมองถดถอยจนกระทบชีวิตประจำวัน มีหลายชนิด ทั้งจากอัลไซเมอร์ที่เริ่มที่ความจำ จากหลอดเลือดที่ทรุดเป็นขั้นบันได จากสมองส่วนหน้าที่เปลี่ยนบุคลิกภาพ และจากลิวอี้บอดี้ที่มีภาพหลอน การแยกชนิดสำคัญมากเพราะดูแลต่างกัน และบางภาวะที่เหมือนสมองเสื่อม เช่น ขาดวิตามินบีสิบสองหรือไทรอยด์ต่ำ รักษาหายได้ถ้าวินิจฉัยทัน เส้นแบ่งจากความแก่ตามวัยคือการกระทบชีวิตประจำวัน การดูแลที่ดีต้องเข้าใจว่าพฤติกรรมคือโรค และเราป้องกันความเสี่ยงได้เกือบครึ่งด้วยการดูแลสุขภาพหลอดเลือดและสมองตลอดชีวิต

 

ทำได้เลยวันนี้

 

วันนี้ลองทำสิ่งใหม่ที่สมองไม่คุ้นเคยสักอย่าง เลือกทางกลับบ้านเส้นใหม่ ลองเมนูอาหารที่ไม่เคยทำ หรือเริ่มเรียนอะไรที่อยากเรียนมานาน

 

ทุกความแปลกใหม่บังคับให้สมองสร้างการเชื่อมต่อใหม่ตามหลัก Neuroplasticity ในบทที่ 4 และการกระตุ้นสมองอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต คือหนึ่งในเกราะป้องกันสมองเสื่อมที่ดีที่สุดที่เราทำได้เอง โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท