- 06 ก.ค. 2569
ผู้เลี้ยงกุ้งรายใหญ่เมืองตรัง ถอดใจจับกุ้งไซส์เล็กขายหนีทุนจม ประกาศหยุดเลี้ยงชั่วคราวปล่อยร้าง 22 บ่อ ซัดรัฐแก้ไม่ตรงจุด แต่ยืดอกอุ้มจ่ายเงินเดือนคนงาน
ตรัง (6 กรกฎาคม 2569) – ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง หลังได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรในพื้นที่ว่า กำลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างรุนแรงสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งทะเลรายใหญ่หลายรายในพื้นที่ตัดสินใจหยุดกิจการและปล่อยบ่อเลี้ยงให้ทิ้งร้าง
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่บ่อเลี้ยงกุ้งของ นายสุชาติ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายใหญ่ในจังหวัดตรัง พบบรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา อุปกรณ์ตีน้ำเครื่องจักรต่างๆ ที่เคยใช้งานถูกถอดวางทิ้งไว้ริมขอบบ่อจนเริ่มมีสนิมสีแดงเกาะกิน โดยนายสุชาติได้นำผู้สื่อข่าวเดินดูการจับกุ้งในบ่อสุดท้าย เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ จากทั้งหมด 22 บ่อ ซึ่งขนาดกุ้งที่จับได้ในวันนี้มีไซส์ขนาดเพียง 150 ตัวต่อกิโลกรัม ในราคาขายหน้าบ่อกิโลกรัมละ 87 บาทเท่านั้น คำนวณเฉพาะบ่อนี้ต้องเผชิญภาวะขาดทุนทันทีกว่า 1 แสนบาท
นายสุชาติ เปิดใจด้วยความช้ำชอกว่า ตนเองยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งมายาวนานกว่า 20 ปี ไม่เคยประสบปัญหาวิกฤตหนักหนาสาหัสขนาดนี้ และนี่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จำเป็นต้องตัดใจติดต่อแพมารับซื้อกุ้งไซส์เล็กขนาดนี้ไปขาย เพราะที่ผ่านมาจะเลี้ยงจนได้ขนาดใหญ่ 30–50 ตัวต่อกิโลกรัมจึงจะจับขาย แต่ในปัจจุบันหากฝืนเลี้ยงต่อไปอีก 2 เดือนเพื่อให้ได้ไซส์ใหญ่ ต้นทุนค่าอาหาร ค่าเคมีภัณฑ์ ค่าน้ำมันดีเซล และค่าไฟฟ้าจะพุ่งสูงขึ้นอีกเท่าตัว ประกอบกับราคากุ้งขนาด 50 ตัวต่อกิโลกรัมในตลาดตอนนี้ร่วงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 130–140 บาทเท่านั้น ยิ่งเลี้ยงจึงยิ่งขาดทุน โดยบ่ออื่นๆ ที่ทยอยจับไปก่อนหน้านี้รวม 21 บ่อ ขาดทุนสะสมยับเยินรวมแล้วกว่าล้านบาท ตนจึงต้องสั่งปิดบ่อทั้งหมดชั่วคราวเพื่อหยุดเลือดไม่ให้ไหลไปมากกว่านี้
"ตอนนี้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งในจังหวัดตรังแทบทุกรายตกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือจับกุ้งหมดแล้วไม่มีใครกล้าลงกุ้งรอบใหม่ ยอมปล่อยให้อุปกรณ์พังเสียหายดีกว่าฝืนเลี้ยงแล้วหนี้ท่วม สำหรับกระแสข่าวที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยากิโลกรัมละ 20 บาทนั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด สิ่งที่รัฐต้องทำคือการควบคุมและลดต้นทุนปัจจัยการผลิตหลัก ทั้งค่าอาหารสัตว์ ยาเคมีภัณฑ์ และโดยเฉพาะราคาพลังงาน ซึ่งปัจจุบันต้นทุนค่าไฟและน้ำมันดีเซลในการเลี้ยงกุ้งของไทยพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 18–20 บาท ทำให้เราไม่สามารถนำราคากุ้งไปแข่งขันในตลาดโลกกับคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศเอกวาดอร์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าเรามหาศาลได้เลย ถ้ารัฐบาลยังทำงานล่าช้าปล่อยให้เกษตรกรเผชิญชะตากรรมตามลำพังเช่นนี้ อีกไม่นานระบบอุตสาหกรรมกุ้งไทยคงล้มละลายหมด" เกษตรกรรายใหญ่ ระบุ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านายสุชาติจะต้องแบกรับภาระหนี้สินจากการขาดทุนนับล้านบาทและต้องหยุดกิจการชั่วคราว แต่เจ้าตัวยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่ยอมลอยแพคนงานเด็ดขาด โดยในปัจจุบันยังมีคนงานทั้งคนในพื้นที่และคนงานจากภาคอีสานรวม 10 ครอบครัวที่ยังอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งตนเองยังคงจ่ายค่าแรงให้เต็มจำนวนคนละกว่า 10,000 บาทต่อเดือน แม้จะไม่มีงานให้ทำก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าคนงานทุกคนเปรียบเสมือนครอบครัวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา หากตนไล่ออกในเวลานี้พวกเขาก็ไม่มีอาชีพอื่นรองรับและไม่มีที่ไป จึงขอแบกรับภาระในส่วนนี้ไว้เองจนกว่าสถานการณ์และนโยบายจากส่วนกลางจะมีความชัดเจน
