- 14 ก.ค. 2569
ธรรมดาที่ไหน เปิดประวัติแท้จริง "ชายที่แต่งชุดทหารเต็มยศ" งานนี้ "เต้ มงคลกิตติ์" ออกมาการันตีด้วยตนเองเลยทีเดียว
จากกรณีโลกออนไลน์ตั้งข้อสังเกตถึงชายสวมเครื่องแบบทหารที่ปรากฏตัวภายในพื้นที่เหตุเพลิงไหม้ร้าน "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" และมีภาพขณะเดินประกบพร้อมพูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงสถานะและบทบาทของบุคคลดังกล่าว
ล่าสุด นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานที่ปรึกษากลุ่ม "กรุงเทพบินได้" ออกมายืนยันว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพคือ ว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตพญาไท หมายเลข 1 สังกัดกลุ่มกรุงเทพบินได้ โดยยืนยันว่าในวันเกิดเหตุ เจ้าตัวเข้าไปช่วยเหลือในฐานะประชาชนจิตอาสา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อของว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ถูกกล่าวถึงจากการปรากฏตัวในเหตุการณ์สำคัญหรือกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าตัวมักเผยแพร่ภาพการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานราชการ กิจกรรมจิตอาสา งานด้านทหารและนักศึกษาวิชาทหาร รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ และเข้าร่วมพิธีสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยมักสวมเครื่องแบบหรือชุดลักษณะคล้ายเครื่องแบบ จนเป็นที่คุ้นตาของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนไม่น้อย
ข้อมูลจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ระบุว่า เป็นชาวเขตพญาไทโดยกำเนิด ภายใต้ข้อความ "เกิดพญาไท โตพญาไท" สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รุ่นที่ 52 ก่อนศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่โรงเรียนช่างฝีมือทหาร ภาคสมทบ รุ่นที่ 18 จากนั้นจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันรัชต์ภาคย์ และปัจจุบันกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนมหาบัณฑิต ในสถาบันเดียวกัน
สำหรับคำนำหน้า "ว่าที่ร้อยโท" นายมงคลกิตติ์ชี้แจงว่า เจ้าตัวได้รับตามหลักเกณฑ์ของกองทัพ หลังผ่านการศึกษานักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้รับยศจ่าสิบตรี ก่อนเข้ารับการอบรมหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร และหลักสูตรด้านกำลังสำรองหลายหลักสูตร รวมถึงผ่านหลักสูตรผู้บังคับหมวด รุ่นที่ 36/66 ของโรงเรียนการกำลังสำรอง ศูนย์การกำลังสำรอง จึงได้รับยศ "ว่าที่ร้อยโท" อย่างถูกต้อง ไม่ใช่การแอบอ้างยศแต่อย่างใด
ด้านประวัติการทำงาน ว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ระบุว่า เคยทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกวุฒิสภา อดีตเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา รวมถึงเคยเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เมื่อปี 2567
นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกพัฒนาบุคลากร เลขานุการกรรมการผู้จัดการใหญ่ เจ้าหน้าที่พัฒนาบุคลากรของคลินิกการแพทย์แผนจีน ตลอดจนผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการและผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมของบริษัทรักษาความปลอดภัยหลายแห่ง
ในด้านการเมือง เจ้าตัวเคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตพญาไท หมายเลข 1 ในฐานะผู้สมัครอิสระ ภายใต้สโลแกน "ลูกสามเสน อิสระในการทำงาน สะท้อนเสียงของชาวพญาไท" พร้อมชูนโยบายด้านความโปร่งใส การรับฟังปัญหาประชาชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่
ว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ ยังระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประชาชนจิตอาสาและสมาชิกอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตพญาไท มาอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย สนับสนุนเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เข้าร่วมกิจกรรมด้านความปลอดภัย และการฝึกซ้อมรับมือสาธารณภัย พร้อมระบุว่าเป็นสมาชิก อปพร. มากว่า 18 ปี สมาชิกชมรมการกำลังสำรองแห่งประเทศไทยกว่า 8 ปี และทำงานจิตอาสามากว่า 7 ปี
นอกจากนี้ ยังระบุว่าผ่านการอบรมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตร Active Shooter ของสถาบันการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความปลอดภัย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ การฝึกร่วม Cobra Gold ด้านการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงการอบรมเครือข่ายป้องกันและระงับอัคคีภัยในอาคารสูงของกรุงเทพมหานคร
หนึ่งในเหตุการณ์ที่เจ้าตัวเคยเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย คือการเข้าร่วมสนับสนุนเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยพหลโยธิน สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร สถานีดับเพลิงและกู้ภัยภูเขาทอง เจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัย และตำรวจ สน.บางซื่อ ในเหตุเพลิงไหม้อาคารภายในซอยอินทามระ 27 พร้อมระบุข้อความว่า "พร้อมรับใช้พี่น้องชาวพญาไทและทุกท่านเสมอ" และ "พญาไท คือบ้านของผม"
กระทั่งล่าสุด ชื่อของว่าที่ร้อยโท ชิตพงศ์ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังปรากฏตัวในพื้นที่เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว จนเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทในวันเกิดเหตุ และทำให้ประวัติการทำงานด้านจิตอาสา รวมถึงการเข้าร่วมภารกิจสาธารณะในหลายเหตุการณ์ ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อีกครั้ง
