หมอเตือนยอดโควิดทรงตัว พร้อมย้ำ 7 กลุ่มเสี่ยงการ์ดอย่าตก

"7 กลุ่มเสี่ยงการ์ดอย่าตก" อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าโรคหายไปแล้วค่ะ ล่าสุดแพทย์ออกโรงแจ้งเตือนภัย หลังพบสถิติผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงมีจำนวนทรงตัว เปิดคำแนะนำ กลุ่มไหนต้องคุมเข้ม

"7 กลุ่มเสี่ยงการ์ดอย่าตก" อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าโรคหายไปแล้วค่ะ ล่าสุดแพทย์ออกโรงแจ้งเตือนภัย หลังพบสถิติ "ผู้ป่วยโควิด-19" ยังคงมีจำนวนทรงตัวและระบาดต่อเนื่องแบบไม่มีแผ่ว พร้อมส่งสัญญาณเตือนด่วนถึงกลุ่มเสี่ยงเฉพาะที่ต้องยกระดับมาตรการคุมเข้มและดูแลตัวเองเป็นพิเศษมากกว่าคนทั่วไปเพื่อความปลอดภัย

 

หมอเตือนยอดโควิดทรงตัว พร้อมย้ำ 7 กลุ่มเสี่ยงการ์ดอย่าตก

ยังพบผู้ป่วยโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง กลุ่มเสี่ยงควรระมัดระวัง

 

ข้อมูลที่จัดทำขึ้นและเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งในผลงานของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี ที่เผยแพร่ผ่านแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์จริง ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่ยังคงมีการระบาด และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค ไม่ได้มีเจตนาสร้างความตื่นตระหนกหรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

  หน่วยงานที่ตรวจสอบ
แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

 

หมอเตือนยอดโควิดทรงตัว พร้อมย้ำ 7 กลุ่มเสี่ยงการ์ดอย่าตก

อาการเบื้องต้นของสายพันธุ์ NB.1.8.1

จากการเก็บข้อมูลทางระบาดวิทยา ไวรัสสายพันธุ์นี้มีการกลายพันธุ์บางตำแหน่งที่ช่วยให้ "แพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี" แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีลักษณะอาการคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป ได้แก่

  • มีไข้ต่ำถึงสูง
  • ไอแห้ง หรือไอต่อเนื่อง  
  • เจ็บคอ ระคายเคืองคอ  
  • คัดจมูก มีน้ำมูกไหล
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย

 

อาการแสดงออก "เจ็บคอเหมือนมีดโกนบาด"

อาการของผู้ติดเชื้อ NB.1.8.1 ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่มีลักษณะเฉพาะที่ได้รับรายงานบ่อยคือ

 

  • เจ็บคออย่างรุนแรง (Razor-blade throat): ผู้ป่วยมักรู้สึกเจ็บปวดแหลมในลำคอคล้ายกับถูกใบมีดโกนบาด
  • อาการทั่วไป: มีไข้ อ่อนเพลีย ไอแห้ง ปวดกล้ามเนื้อ คัดจมูก หรือมีน้ำมูก
  • สิ่งที่เปลี่ยนไป: อาการ สูญเสียการรับรสและกลิ่นพบได้น้อยลงมาก ในสายพันธุ์นี้


กลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องระมัดระวังกระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำและสั่งเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในกลุ่มเสี่ยงสูง หรือ กลุ่ม 608 และเด็กเล็ก เนื่องจากหากติดเชื้ออาจมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ได้แก่

  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป  
  • ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง (เช่น โรคเบาหวาน, โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, โรคไตวาย, โรคหัวใจ, โรคมะเร็ง เป็นต้น)
  • หญิงตั้งครรภ์
  • เด็กเล็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี


แนวทางการป้องกันตนเอง

แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันขั้นพื้นฐานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไปในพื้นที่แออัด ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย, หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ และหากเริ่มมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัด ให้ทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยชุดตรวจ ATK ทันที เพื่อแยกกักตัวและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป