- 24 ก.ค. 2569
โยงใยข้ามประเทศ! ปฏิบัติการทลายเครือข่ายลวงลงทุน "เปิดร้านค้าออนไลน์" ขยี้คาขุมทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต!
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท.,
พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง รอง ผบก.ปอท.,
พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท.
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ ผกก.3 บก.ปอศ.รรท.ผกก.2
บก.ปอท., พ.ต.ท.ธนะ ว่องทรง รอง ผกก.2 บก.ปอท., พ.ต.ท.สัตตเมธ ใจแก้ว รอง ผกก.2 บก.ปอท., และ
พ.ต.ท.อัมรินทร์ เลิศอาวาส รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท., พ.ต.ท.ชัยเวง พาด้วง,
พ.ต.ท.จักรพงษ์ รุ่งกำจัด, พ.ต.ท.ธนนชัยย์ ศรีบุญจันทร์, พ.ต.ต.ศุภเดช ธนชัยศิริ สว.กก.2 บก.ปอท.,
พ.ต.ต.ลัทธพล อัครปัญญา สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. ,ว่าที่ พ.ต.ต.จิรายุ วงศ์วิวัฒน์ สว.กก.3 บก.ปอศ.ปรก.กก.2 บก.ปอท. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. ร่วมกับ กก.1 บก.ปอท., กก.สสน. บก.ปอท., กก.2 บก.ป., กก.3 บก.ป., กก.4 บก.ป., กก.5 บก.ป., กก.4 บก.ปคบ. และ สภ.นาหวาย
ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 17 ราย แบ่งตามบทบาทหน้าที่ ดังนี้
กลุ่มผู้ควบคุมสั่งการและฟอกเงิน
1. นายสมคิด อายุ 21 ปี (ผู้ควบคุมสั่งการ)
2. นายชีวัน อายุ 29 ปี (ผู้ควบคุมสั่งการ)
3. น.ส.ปรียาดา อายุ 48 ปี (ผู้ควบคุมสั่งการและฟอกเงิน)
กลุ่มผู้รับ-ส่งเงินและถอนเงินสด
4. น.ส.เกตุวดี อายุ 38 ปี (ผู้รับ-ส่งเงินสด)
5. นายนิพนธ์ อายุ 37 ปี (ผู้รับ-ส่งเงินสด)
6. นายฉาง อายุ 19 ปี (ผู้รับ-ส่งเงินสด)
7. นายโชคชัย อายุ 32 ปี (ผู้รับ-ส่งเงินสด)
8. น.ส.กมลวรรณ อายุ 32 ปี (ผู้ถอนเงินสด)
9. น.ส.ทิพวรรณ อายุ 39 ปี (ผู้ถอนเงินสด)
10. นายภาคภูมิ อายุ 37 ปี (ผู้ถอนเงินสด)
กลุ่มบัญชีม้า
11. น.ส.กุสุมา อายุ 37 ปี (บัญชีม้า)
12. น.ส.เฌนิศา อายุ 47 ปี (บัญชีม้า)
13. นายทนงศักดิ์ อายุ 38 ปี (บัญชีม้า)
14. น.ส.ชนชนก อายุ 19 ปี (บัญชีม้า)
15. น.ส.ธิดารัตน์ อายุ 18 ปี (บัญชีม้า)
16. น.ส.จิรารัตน์ อายุ 41 ปี (บัญชีม้า)
17. นายพิพัฒน์ อายุ 47 ปี (บัญชีม้า)
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม
ไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”
พฤติการณ์ คนร้ายใช้เฟซบุ๊กเพจโพสต์โฆษณาชักชวนให้เปิดร้านขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงได้ติดต่อไปยังบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว โดยแอดมินจะแนะนำว่าสามารถนำสินค้าไปโพสต์ขายได้ จากนั้นจะส่งลิงก์ให้เข้ากลุ่ม Line Open Chat ชื่อ “ซื้อ-ขาย Style Cycle Market” ซึ่งมีสมาชิกกว่า 1,000 คน และมีการพูดคุยซื้อขายสินค้า เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นตลาดซื้อขายจริง เมื่อผู้เสียหายโพสต์ขายสินค้า จะมีบุคคลแสดงตนเป็นลูกค้าเข้ามาสนใจซื้อ และสอบถาม “รหัสร้านค้า” ทำให้ผู้เสียหายต้องกลับไปติดต่อแอดมิน จากนั้นแอดมินแจ้งว่าต้องลงทะเบียนร้านค้าก่อน จึงจะได้รับรหัสร้านค้าและสามารถรับยอดขายได้ พร้อมส่งลิงก์เว็บไซต์ “STYLE CYCLE” ให้ผู้เสียหายสมัครใช้งาน และแนะนำ
ให้ติดต่อผู้ใช้ไลน์ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ดูแลระบบร้านค้าและการถอนเงิน
ต่อมา คนร้ายแจ้งผู้เสียหายว่ามียอดเงินจากการขายสินค้าเข้าระบบแล้ว แต่ยังไม่สามารถถอนเงินได้ เนื่องจากร้านค้ายังไม่ได้ “เปิดการมองเห็น” และยังมีเครดิตไม่เพียงพอ จึงดึงผู้เสียหายเข้าไปในกลุ่มไลน์ ชื่อ “สร้างเครดิตร้านค้า” ซึ่งมีสมาชิก 4 คน และให้ทำแบบทดสอบหรือภารกิจต่างๆ โดยกำหนดให้สมาชิก
เติมเงินเข้าแพลตฟอร์ม อ้างว่าจะนำเงินไปหมุนเวียนสต็อกสินค้าและสร้างกำไรให้แก่ร้านค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินตามบัญชีที่คนร้ายกำหนดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยอดหลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น หลักแสน จนถึง
หลักล้าน โดยเงินถูกโอนกระจายไปยังบัญชีม้าต่างๆ หลายบัญชี รวมแล้วผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด
25 ครั้ง ได้รับความเสียหายมากกว่า 14,750,000 บาท ซึ่งตลอดกระบวนการคนร้ายใช้เงื่อนไขเรื่อง
การลงทะเบียนร้านค้า การเปิดการมองเห็น การสร้างเครดิต และการเติมเงินหมุนเวียน เป็นเหตุให้ผู้เสียหายต้องโอนเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ มีเพียงแค่ยอดเงินจากการขายสินค้าแสดงให้เห็นในระบบเท่านั้น
ภายหลังเมื่อผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า
เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีม้าแล้ว คนร้ายมีการยักย้ายถ่ายเทเงินหลากหลายรูปแบบ เช่น
ถอนเงินสดผ่านตู้เอทีเอ็มและสาขาธนาคาร, โอนเข้าบัญชีบริษัทเพื่อซื้อสินค้าและส่งออกไปยังคู่ค้า
ที่ประเทศกัมพูชา, โอนเงินไปแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์เพื่อสั่งซื้อสินค้า จากนั้นจะทำการกดยกเลิกการสั่งซื้อ เพื่อขอเงินคืน รวมถึงโอนเงินไปแพลตฟอร์มลงทุน โดยไม่ได้ลงทุนจริง แต่โอนเงินออก
กระจายไปยังบัญชีม้าต่างๆ เป็นต้น
จากการสืบสวนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาล
เพื่อออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น กลุ่มผู้ควบคุมสั่งการและฟอกเงิน กลุ่มผู้รับ-ส่งเงินสด
กลุ่มผู้ถอนเงินสด กลุ่มบัญชีม้า และกลุ่มผู้ดูแลเว็บไซต์ที่ใช้หลอกลวง โดยสามารถออกหมายจับ
ผู้ต้องหาได้ทั้งชายไทย ชาวจีน ชาวกัมพูชา และชาวเมียนมา
ต่อมา เมื่อวันที่ 15-16 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้บูรณาการกำลังร่วมกัน โดยมี กก.2 บก.ปอท. ร่วมกับ กก.1 บก.ปอท., กก.สสน. บก.ปอท., กก.2 บก.ป., กก.3 บก.ป.,
กก.4 บก.ป., กก.5 บก.ป., กก.4 บก.ปคบ. และ สภ.นาหวาย ร่วมกันตรวจค้นจับกุม 19 จุด ในพื้นที่
11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ตาก, กาญจนบุรี, ร้อยเอ็ด,
ลำปาง, เชียงราย และเชียงใหม่ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 17 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง
โทรศัพท์มือถือ, สมุดบัญชีธนาคาร, บัตรอิเล็กทรอนิกส์, ชุดเสื้อผ้าที่ผู้ต้องหาสวมใส่ในวันเกิดเหตุ และทรัพย์สินมีค่า เช่น เงินสดทั้งสกุลไทยบาทและต่างประเทศ, ทองคำแท่ง 45 บาท, รถยนต์หรู 6 คัน, พระเครื่อง, เครื่องประดับต่างๆ,
กระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนม, นาฬิกาหรู, แหวนเพชร และเหล้านอก อีกจำนวนหนึ่ง รวมทรัพย์สินมูลค่ากว่า 23,000,000 บาท
จากการตรวจสอบเงินหมุนเวียนในบัญชีที่ใช้ในการกระทำความผิด พบว่า ในปี 2568
มีเงินหมุนเวียนรวมกันมากกว่า 149 ล้านบาท นอกจากนี้พบว่าเครือข่ายกลุ่มผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับ
คดีฉ้อโกงออนไลน์อื่นๆ อีกกว่า 226 คดี มูลค่าความเสียหายที่รับแจ้งรวมกว่า 17 ล้านบาท โดยมีลักษณะ
การหลอกลวงหลายรูปแบบ เช่น หลอกลงทุนออนไลน์ หลอกให้เปิดร้านหรือลงขายสินค้าออนไลน์ และ
หลอกให้ทำงานหารายได้พิเศษ โดยมักชักชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนให้ติดต่อผ่านไลน์และโอนเงิน
เพื่อทำกิจกรรม สร้างเครดิต หรือเพิ่มเงินลงทุน จากนั้นอ้างว่าทำรายการผิด ต้องเสียค่าธรรมเนียม ภาษี หรือค่าแก้ไขระบบเพิ่มเติม ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้
จากการสืบสวนขยายผลกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม มีรายละเอียด ดังนี้
น.ส.ปรียาดาฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่จากการสืบสวนขยายผลพบว่า
น.ส.ปรียาดาฯ เปิดบริษัทประกอบกิจการอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มีพฤติการณ์รับฟอกเงิน
ให้แก่ชาวจีนเครือข่ายสแกมเมอร์ฝั่งเมียนมา โดย น.ส.ปรียาดาฯ ทำหน้าที่จัดหาบัญชีธนาคารส่งให้
กลุ่มสแกมเมอร์นำไปใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย จากนั้น น.ส.ปรียาดาฯ จะรับโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ
ของตนเอง รวมถึงบัญชีบริษัท เพื่อฟอกเงินให้แก่แก๊งสแกมเมอร์ และใช้ร้านซื้อขายทองคำของบุคคลที่รู้จัก
เป็นสถานที่รับ-ส่งมอบเงินสด เพื่ออำพรางแหล่งที่มาของธุรกรรม ซึ่งหากถูกจับกุมหรือตรวจสอบ จะใช้เป็นข้ออ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ โดยพบว่า ได้รับค่าตอบแทนร้อยละ 25 ของยอดเงิน
นายชีวันฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ให้การยอมรับในข้อเท็จจริงว่า ตนมีหน้าที่ควบคุมสั่งการ
คอยรวบรวมเงินสดที่เบิกถอนมาจากบัญชีม้า นำส่งให้เครือข่ายชาวจีนตามสถานที่ต่างๆ บริเวณถนนรัชดา
ได้รับค่าจ้างร้อยละ 5 ของยอดเงิน
นายสมคิดฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่จากการสืบสวนขยายผล พบว่า นายสมคิดฯ ทำงานให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชา มีหน้าที่ประสานงานกลุ่มถอนเงิน ควบคุมสั่งการดูแลการรับ-ส่งเงินสด โดยนายสมคิดฯ จะรวบรวมเงินสดที่เบิกถอนมาจากบัญชีม้า นำส่งให้ชาวจีนเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่ประเทศกัมพูชา
ต่อมา จากการขยายผล น.ส.เฌนิศาฯ น.ส.จิรารัตน์ฯ และนายพิพัฒน์ฯ ซึ่งเป็นกลุ่มบัญชีม้าชาวไทยที่ถูกส่งข้ามแดนไปทำงานให้แก๊งสแกมเมอร์ชาวจีน ณ ตึกคาสิโนปอยเปต ประเทศกัมพูชา ผู้ต้องหาทั้งสามให้การในลักษณะเดียวกันว่า พบเห็นโพสต์โฆษณารับสมัครงานผ่านเฟซบุ๊ก และติ๊กตอก ก่อนถูกให้แอดไลน์เพื่อพูดคุยรายละเอียด โดยถูกชักชวนให้ทำงานรูปแบบต่างๆ เช่น ดูแลผู้สูงอายุ ขับรถ หรือแอดมินตอบแชทลูกค้า เสนอรายได้ประมาณเดือนละ 18,000–19,000 บาท
ต่อมา กลุ่มคนร้ายผู้ชักชวนจะเป็นผู้ออกค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด พร้อมสั่งให้เปิดบัญชีธนาคาร
จำนวนหลายบัญชี จากนั้นจะทยอยพาเดินทางไปยังจุดนัดหมายต่างๆ โดย น.ส.เฌนิศาฯ และ น.ส.จิรารัตน์ฯ ถูกพา
เดินทางจากลำปางเข้าไปพักที่โรงแรมในเชียงใหม่ ซึ่งจะมีกลุ่มชายและหญิง ตรวจสอบโทรศัพท์และแอปพลิเคชันธนาคาร ปรับเพิ่มวงเงิน ถ่ายภาพบัตรประชาชน และให้สแกนใบหน้า ก่อนส่งขึ้นรถทัวร์มายังกรุงเทพฯ ขณะที่ นายพิพัฒน์ฯ ถูกพาไปยังห้างบิ๊กซี ในกรุงเทพฯ และถูกตรวจโทรศัพท์ ตรวจแอปพลิเคชันธนาคาร ปรับวงเงิน และให้สแกนใบหน้าในลักษณะเดียวกัน
ต่อมา กลุ่มคนร้ายจะพาบุคคลทั้งหมดเคลื่อนย้ายจากกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่ชายแดน โดยสลับรถหลายคัน ซึ่งรถคันสุดท้ายจะมีชายไทยพร้อมอาวุธปืนคอยควบคุมอยู่ด้วย พาไปพักคอยที่โรงแรมในจังหวัดสระแก้ว
ก่อนจะส่งต่อไปยังห้องพักในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นจุดที่ น.ส.เฌนิศาฯ น.ส.จิรารัตน์ฯ และนายพิพัฒน์ฯ มาพบกัน จากนั้นทั้งสามถูกพาตัวขึ้นรถข้ามชายแดนไปประเทศกัมพูชา โดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เมื่อมาถึงผู้ต้องหา
ทั้งสาม ถูกยึดโทรศัพท์มือถือ บัตรประชาชน พร้อมสิ่งของทั้งหมดทันที และถูกพาไปพักในพื้นที่ซอยซางโฮ
เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งอาคารที่พักมีกรงเหล็กติดไว้รอบด้าน กักขังให้อยู่แต่ภายในห้องพัก มีผู้ควบคุม
ถืออาวุธปืนและเครื่องช็อตไฟฟ้า คอยสังเกตการณ์ตรวจตราอยู่ตลอดเวลา จากนั้นทั้งหมดจะถูกพาเข้าไปทำงาน
ที่ตึกคาสิโนปอยเปต ซึ่งไม่ไกลจากที่พัก โดยภายในตึก มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จำนวนมาก และมีพนักงานประมาณ
30-40 คน มีหัวหน้าเป็นชาวจีน รวมถึงพนักงานคนไทยและสัญชาติประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว เป็นต้น
โดยมีการแบ่งหน้าที่เป็นสัดส่วน ทั้งฝ่ายตัดต่อภาพ ฝ่ายแอดมินพูดคุยกับบุคคลผ่านระบบออนไลน์ และฝ่ายคอมพิวเตอร์ โดยนายพิพัฒน์ฯ ให้การว่า ตนถูกสั่งให้สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันการโอนเงิน ทำต่อเนื่องได้ประมาณ 3–4 วัน โดยไม่กล้าขัดขืน เนื่องจากได้รับคำเตือนว่า หากขัดขืน อาจได้รับอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิต
ต่อมา เมื่อบัญชีธนาคารของนายพิพัฒน์ฯ และบุคคลที่ถูกพาไปด้วย ถูกอายัด ใช้งานไม่ได้แล้ว
กลุ่มสแกมเมอร์จึงปล่อยตัวนายพิพัฒน์ฯ น.ส.เฌนิศาฯ น.ส.จิรารัตน์ฯ และบุคคลอื่นกลับมายังประเทศไทย
โดยจัดรถพามาปล่อยที่บริเวณพื้นที่ป่าติดชายแดนไทย-กัมพูชา มีชายถืออาวุธปืนคอยควบคุมมาด้วย และพาเดินเท้า
ผ่านช่องทางธรรมชาติข้ามกลับมายัง
