อย่าคิดว่าแค่ไอธรรมดา! "โรคไอกรน" ระบาดเงียบ ภัยร้ายอันตรายถึงชีวิต

"โรคไอกรน" (Pertussis) ภัยเงียบทางระบบหายใจที่อันตรายรุนแรงกว่าที่คิด โดยเฉพาะในเด็กเล็กและทารกที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลกระทบถึงชีวิต!

โรคไอกรน คืออะไร? โรคไอกรน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ ติดต่อง่ายมากผ่านการไอ รดกัน หรือสัมผัสละอองน้ำมูกน้ำลายของผู้ติดเชื้อ โดยเชื้อจะเข้าไปทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการอักเสบและมีเสมหะเหนียวข้นขับออกยาก

3 ระยะอาการเตือนภัยที่ต้องสังเกต

ระยะแรก (คล้ายไข้หวัด 1-2 สัปดาห์แรก): มีน้ำมูก ไอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆ ซึ่งระยะนี้ติดต่อง่ายที่สุดและมักถูกมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นหวัดทั่วไป

ระยะไอรุนแรง (2-6 สัปดาห์): เริ่มไอถี่ๆ ติดต่อกันเป็นชุดๆ จนหายใจไม่ทัน ตัวเกร็ง หน้าดำหน้าแดง ลิ้นจุกปาก บางรายไอจนอาเจียน และเมื่อพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จะมีเสียงหวีดหรือเสียงวู๊ปดังขึ้นอย่างชัดเจน

ระยะฟื้นตัว (ใช้เวลาหลายสัปดาห์): อาการไอจะค่อยๆ ลดลง แต่ยังอาจมีอาการไอเป็นพักๆ เมื่อเกิดการระคายเคือง

อย่าคิดว่าแค่ไอธรรมดา! "โรคไอกรน" ระบาดเงียบ ภัยร้ายอันตรายถึงชีวิต

ความอันตรายและภาวะแทรกซ้อน ในเด็กทารกแรกเกิดถึง 1 ขวบ โรคไอกรนน่ากลัวกว่าในเด็กโตมาก เพราะเด็กเล็กอาจไม่มีอาการไอชวนสังเกต แต่จะแสดงอาการ "หยุดหายใจ" ตัวเขียว ชัก หรือเกิดภาวะปอดบวม สมองขาดออกซิเจน ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิตได้หากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันท่วงที

อย่าคิดว่าแค่ไอธรรมดา! "โรคไอกรน" ระบาดเงียบ ภัยร้ายอันตรายถึงชีวิต

วิธีป้องกันและรับมือสำหรับผู้ปกครอง

รับวัคซีนให้ครบถ้วน: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรน (วัคซีนรวม คอตีบ-บาดพยัก-ไอกรน) ตามตารางนัดของเด็กตั้งแต่ช่วงอายุ 2 เดือนขึ้นไป คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

สังเกตสัญญาณวิกฤต: หากพบเด็กมีอาการไอจนหน้าเขียว อาเจียนทุกครั้งหลังไอ หรือหายใจกระแทก ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที

แยกผู้ป่วยและรักษาสุขอนามัย: สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการนำเด็กเล็กไปในพื้นที่แออัด