- 13 ส.ค. 2569
ชื่นชม รปภ.หมวกแดงสุวรรณภูมิ เร่งทำ CPR และใช้เครื่อง AED ปั๊มหัวใจกู้ชีพผู้โดยสารชาวเกาหลีหมดสติจนกลับมามีชีพจรสำเร็จ ก่อนส่ง รพ. ปฏิบัติการทันท่วงที
สมุทรปราการ (13 สิงหาคม 2569) - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุการณ์สุดระทึกและเป็นวินาทีชีวิตขึ้นภายในอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือที่รู้จักกันในนาม “รปภ.หมวกแดง” ได้ตรวจพบผู้โดยสารชายชาวเกาหลีใต้เกิดอาการหมดสติล้มลงกับพื้นกระทันหัน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้โดยสารคนอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่ รปภ. ที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุเป็นคนแรก ได้เข้าประเมินสัญญาณชีพของผู้ป่วยในทันที เมื่อพบว่าผู้ป่วยหยุดหายใจและไม่มีชีพจร จึงรีบเริ่มทำการปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) ทันที โดยมี นายภัคพล ปานยงค์ หัวหน้าเวรฝ่ายรักษาความปลอดภัย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น เข้าควบคุมการปฏิบัติการและประสานงานไปยังศูนย์สุวรรณภูมิ รวมถึงหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน
ในการปฏิบัติการกู้ชีพครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทีม รปภ.หมวกแดง ได้ร่วมมือกันทำ CPR อย่างต่อเนื่องและถูกต้องตามหลักวิชาการ ควบคู่กับการประสานงานนำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) มาติดตั้งและใช้งานในการกระตุ้นหัวใจผู้ป่วยอย่างทันท่วงที ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อชิงลงมือภายในนาทีทอง (Golden Minute) ส่งผลสำเร็จเมื่อผู้โดยสารชาวเกาหลีใต้สามารถกลับมามีชีพจรและเริ่มหายใจได้อีกครั้ง ก่อนที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินประจำท่าอากาศยานจะเดินทางมาถึง และรับไม้ต่อพาตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาพยาบาลอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ เหตุการณ์อันน่าประทับใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านระบบกู้ชีพฉุกเฉินภายในท่าอากาศยานสากลระดับโลก ซึ่งที่ผ่านมา นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยและชีวิตของผู้โดยสาร ตลอดจนผู้มาใช้บริการทุกคนภายในสนามบินเป็นลำดับแรก พร้อมผลักดันให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยทุกคนต้องได้รับการฝึกอบรม ทบทวนความรู้ และปฏิบัติจริงเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่อง AED อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี เหตุการณ์นี้จึงนับเป็นบทพิสูจน์จริงที่ชี้ให้เห็นว่า ทักษะและการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดสามารถนำมาใช้หยุดวิกฤตความตายและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง สมกับเสียงชื่นชมจากประชาชนที่ยกย่องว่าพวกเขามิได้ทำหน้าที่เพียงแค่ดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ยังเป็น "ยามกู้ชีวิต" ที่พร้อมยื้อชีวิตมนุษย์ได้ทุกนาที
