- 13 ส.ค. 2569
ศาลอาญาจำคุก “อภิรักษ์ โกฎธิ”กับพวกรวม 5 คน คนละ 49,110 ปี คดีฉ้อโกงลงทุน Forex-3D พร้อทสั่งปรับ 2 บริษัท บริษัทละ 4,911 ล้านบาท และ
13 ส.ค 69 ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกงแชร์ Forex-3D หมายเลขดำ อ.853/2564 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายอภิรักษ์ โกฎธิ ผู้บริหาร Forex-3D กับพวกรวม 24 คน รวมถึง น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือ “พิ้งกี้” นักแสดงชื่อดัง นางสรินยา ไชยเดช มารดา และนายกิตติเชษฐ์ หรือสรายุทธ ไชยเดช พี่ชาย ในความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ภายหลังศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานกว่า 6 ชั่วโมง ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง “พิ้งกี้ สาวิกา” พร้อมมารดาและพี่ชาย ขณะที่นายอภิรักษ์ โกฎธิกับพวกรวม 5 คน ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 49,110 ปี พร้อมสั่งปรับ 2 บริษัท บริษัทละ 4,911 ล้านบาท และให้ชำระดอกเบี้ยตามคำพิพากษา
อัยการโจทก์ฟ้องความผิดสรุปว่าเมื่อระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ถึง 8 กันยายน 2563 พวกจำเลย ร่วมกันหลอกลวงประชาชน โดยโฆษณาชักชวนบุคคลทั่วไปให้มาร่วมลงทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทางออนไลน์ในช่องทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กชื่อ “ฟอเร็กซ์ 3ดี” (www.Forex-3D.com ) และใช้ชื่อกองทุน “ฟอเร็กซ์ 3D” โดยจำเลยที่ 2 ที่มีจำเลยที่ 1 ดำเนินการอ้างว่า มีทีมงานมืออาชีพเป็นผู้ทำการลงทุนแทน โดยผู้ลงทุนสามารถลงทุนเริ่มต้นอยู่ที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 15,000 บาท
ต่อมามีการเพิ่มการลงทุนขั้นต่ำเป็น 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 50,000 บาท โดยไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายหรือเทรดเงินตราต่างประเทศ เพียงแต่ขอให้ผู้เข้าร่วมลงทุนฝากเงินเข้ามาก็สามารถที่จะรอรับเงินกำไรปันผลได้เลย โดยมีการประกันเงินต้น 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการขาดทุน ทำให้มีผู้หลงเชื่อ 9,842 ราย นำเงินมาร่วมลงทุนกับพวกจำเลยกว่า 2,489 ล้านบาท ทั้งที่ความจริงพวกจำเลยไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนอะไรทั้งสิ้น และไม่มีการประกอบกิจการซื้อขายหรือเทรดเงินตราต่างประเทศกันจริงตามที่กล่าวอ้าง
นายพิสิษฐ์ ชุติพรพงษ์ชัย ทนายความที่ว่าความให้ญาติของนายอภิรักษ์ และนายวรยุทธ บุญวงศ์ใส ทนายความของนายสรายุทธและนางสรินยา ได้ร่วมกันให้ข้อมูลสรุปคำพิพากษา โดยนายพิสิษฐ์ระบุว่า คดีนี้มีการสืบพยานมานานประมาณ 5 ปี และศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาถึง 6 ชั่วโมง ถือเป็นคดีที่ใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานมากในประสบการณ์การทำงาน
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ศาลพิพากษาจำคุกนายอภิรักษ์ รวมถึงจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 9 จำเลยที่ 11 และจำเลยที่ 21 โดยเป็นการกำหนดโทษสูงสุดตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่เหลือศาลพิพากษายกฟ้อง โดยศาลพิจารณาแยกแยะบทบาทและความเกี่ยวข้องของจำเลยแต่ละรายเป็นหลัก
สำหรับกลุ่มจำเลยที่ถูกลงโทษ ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับช่องทางและเส้นทางการเงิน รวมถึงการโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจวอลเล็ตและการทำเทรด ขณะที่จำเลยกลุ่มที่ศาลยกฟ้อง ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทหรือบุคคลในครอบครัว ซึ่งพยานหลักฐานยังไม่ชัดเจนว่ามีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจหรือกระทำความผิด
ในส่วนของครอบครัวนายอภิรักษ์ ซึ่งนายพิสิษฐ์เป็นทนายความให้ ศาลยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นเพียงบุคคลในครอบครัวและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ
ส่วน “พิ้งกี้ สาวิกา” ศาลพิจารณาว่าเป็นเพียงนักลงทุน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประกอบกิจการ ขณะที่พี่ชายของพิ้งกี้ ศาลเห็นว่าแม้มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท แต่เป็นชื่อที่จดไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า และไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมบริหารธุรกิจ จึงมีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน
นายพิสิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุผลที่ศาลลงโทษนายอภิรักษ์และจำเลยอีก 4 คน เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์มีความชัดเจน ทั้งในส่วนของการชักชวนและการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ขณะที่จำเลยที่ได้รับการยกฟ้องนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่ชัดแจ้งเพียงพอที่จะรับฟังว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด
ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์และนายวรยุทธไม่ได้เป็นทนายความของจำเลยทั้ง 5 คนที่ศาลพิพากษาจำคุก แต่เป็นทนายความของกลุ่มจำเลยที่ได้รับการยกฟ้อง
