- 13 ส.ค. 2569
เพจดังเผยเคส ชายฟันผุ มีไข้-จุดแดงที่ฝ่ามือคิดว่าไม่รุนแรง สุดท้ายเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด ลามไปถึงหัวใจ
วันที่ 13 ส.ค.69 เพจ Tensia ให้ความรู้ด้านสุขภาพ โดยยกเคสคนไข้รายหนึ่งมีอาการจุดแดงบนฝ่ามือ มีไข้ อาการคล้านซิฟิลิส แต่พอไปตรวจดูกลับพบว่า ติดเชื้อจากฟันผุที่ไม่ได้รักษา โดยเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดลามไปถึงหัวใจเรียบร้อยแล้ว
โดยทางเพจระบุว่า...ชาย 52 ไข้เป็นๆ หายๆ มีรอยแดงขึ้นที่ฝ่ามือคล้ายซิฟิลิส สุดท้ายไปตรวจพบ เชื้อตั้งโคโคโลนีในหัวใจแล้ว ซึ่งลามมาจากฟันผุที่ไม่ได้รักษาหลายคนคิดว่า “ฟันผุ” เป็นเรื่องเล็กเป็นแค่ปวดฟัน เหม็นปาก หรือเหงือกอักเสบแต่ความจริงคือ ช่องปากเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีเชื้อแบคทีเรียอาศัยอยู่จำนวนมาก และหากมีฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือการติดเชื้อเรื้อรัง เชื้อบางส่วนสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้เป็นครั้งคราวในบางสถานการณ์ ปัญหาที่เริ่มจากในปากจึงไม่ได้จบอยู่แค่ในปากค่ะ
ชายวัย 52 ปี มีปัญหาเรื่องฟันมาหลายปี ฟันแตกและผุหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านหลัง เคยมีเหงือกบวมและปวดตุบๆ อยู่หลายครั้งช่วงไหนปวดมากก็ซื้อยาแก้ปวดมากินพออาการดีขึ้นก็ใช้ชีวิตต่อเขาไม่ได้ไปตรวจฟันมาหลายปีแล้ว เพราะรู้สึกว่าถ้ายังพอเคี้ยวอาหารได้ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบทำจนช่วงหลังมีฟันซี่หนึ่งปวดมากขึ้น เหงือกบริเวณนั้นบวม มีกลิ่นปากชัดขึ้น แต่ไม่กี่วันอาการปวดก็ค่อยๆ ลดลง เขาจึงคิดว่ามันคงหายแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน เริ่มมีไข้ต่ำๆ ช่วงเย็นตื่นมาก็รู้สึกไม่สดชื่น เพลียกว่าปกติเดินขึ้นบันไดแล้วเหนื่อยง่ายขึ้นผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น บางวันไม่มีไข้เลยบางวันกลับมีไข้ขึ้นมาใหม่ช่วงแรกคิดว่าเป็นไวรัสหรือพักผ่อนน้อย จึงซื้อยาลดไข้กินเองและยังไปทำงานตามปกติ
จนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 เขาสังเกตเห็นรอยแดงเล็กๆ หลายจุดบริเวณฝ่ามือ เห็นผื่นขึ้นตรงฝ่ามือแบบนี้ก็ตกใจ เพราะเคยอ่านมาว่าซิฟิลิสก็มีผื่นขึ้นฝ่ามือได้ ทั้งที่ตัวเองคิดว่าไม่มีประวัติเสี่ยงอะไรเลย ประกอบกับช่วงนั้นเริ่มเหนื่อยมากกว่าเดิมภรรยาจึงพาไปโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแพทย์เริ่มซักประวัติละเอียด
- มีไข้เรื้อรังมาหลายสัปดาห์
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงเล็กน้อย
- มีประวัติฟันผุและเหงือกอักเสบเรื้อรัง
- ไม่ได้ตรวจสุขภาพช่องปากมาหลายปี
- เริ่มมีรอยแดงผิดปกติบริเวณมือ
ตรวจร่างกาย
- พบจุดแดงบางตำแหน่งบริเวณฝ่ามือ
- บริเวณปลายนิ้วบางนิ้วมีตุ่มแดงขนาดเล็กและกดเจ็บ
- ในช่องปากพบฟันผุหลายตำแหน่งและมีลักษณะของการอักเสบบริเวณเหงือก
และอีกสิ่งหนึ่งที่แพทย์ตรวจพบคือฟังหัวใจแล้วได้ยินเสียงฟู่ผิดปกติ (Murmur)ซึ่งเกิดจาการไหลเวียนผิดปกติผ่านลิ้นหัวใจเมื่อเอาไข้เรื้อรัง + รอยโรคที่มือ + ปัญหาในช่องปาก + murmur มาวางรวมกัน จึงเริ่มนึกถึงโรคที่ไม่ได้อยู่แค่ในช่องปากแล้วค่ะ มีอะไรบางอย่างที่หัวใจแน่ๆ
แพทย์จึงส่งตรวจเลือด เก็บเลือดเพาะเชื้อ และตรวจหัวใจเพิ่มเติม Echocardiographyพบก้อนผิดปกติเกาะอยู่บริเวณลิ้นหัวใจ ลักษณะเข้าได้กับ Vegetation ซึ่งเป็นคล้ายๆ ก้อนโคโลนีของเชื้อโรคแถมยังพบว่าลิ้นหัวใจปิดไม่สนิทและมีเลือดไหลย้อนผ่านลิ้น ตรงนี้แหละ เลยทำให้เกิดเสียงฟู่แถมเลือดออกมาพบว่ามีน้ำตาล 300 กว่าซึ่งเขาไม่เคยตรวจมาก่อน
ดังนั้นนี่ไม่ใช่โรคผิวหนังและไม่ใช่ซิฟิลิสแต่เป็น Infective endocarditis (IE)หรือการติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจและลิ้นหัวใจ
แล้วฟันมาเกี่ยวอะไรด้วย?
ช่องปากของเรามีแบคทีเรียอยู่ตามปกติค่ะในคนที่มีโรคในช่องปาก โดยเฉพาะเหงือกอักเสบหรือมีแหล่งติดเชื้อ เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดเป็นช่วงๆ ได้ส่วนใหญ่ร่างกายจัดการได้แต่หากเชื้อไปเจอสภาพบนเยื่อบุหัวใจหรือลิ้นหัวใจที่เอื้อต่อการเกาะ เชื้อสามารถตั้งหลัก เพิ่มจำนวน และค่อยๆ สร้าง vegetation ขึ้นมาได้ก้อนนี้ไม่ได้ประกอบด้วยเชื้ออย่างเดียว แต่มีทั้งเชื้อ เกล็ดเลือด และ fibrin รวมตัวกันอยู่และปัญหาไม่ได้จบแค่ก้อนบนลิ้นหัวใจค่ะเพราะบางส่วนของ vegetation สามารถแตกหลุดออกไปพร้อมกระแสเลือด กลายเป็น septic emboli ไปอุดตามหลอดเลือดส่วนต่างๆ ได้ขณะเดียวกัน IE ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโรคที่เกิดอยู่ใน “หัวใจ” ถึงสามารถทิ้งร่องรอยให้เราเห็นที่ “มือและปลายนิ้ว” ได้โดยคนนี้ไม่รู้น้ำตาลสูงเรื้อรังมานานแล้วหรือยังซึ่งน้ำตาลสูงแบบนี้นานๆ ภูมิคุ้มกันก็อาจแย่ลงอาจจะช่วยส่งเสริมให้เชื้อลุกลามได้ง่าย
ก็เป็นได้
แพทย์จึงเริ่มการรักษาทันที
- ให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดตามเชื้อและความไวต่อยา
- ประเมินความรุนแรงของลิ้นหัวใจรั่ว
- เฝ้าระวังภาวะหัวใจล้มเหลว
- ประเมินภาวะแทรกซ้อนจาก embolization
- และวางแผนจัดการแหล่งติดเชื้อในช่องปากร่วมด้วย
เพราะเมื่อเชื้อขึ้นไปตั้งบ้านอยู่บนลิ้นหัวใจแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “กินยาแก้ปวดแล้วรอให้ฟันหายปวด” อีกต่อไปค่ะ
ดังนั้น ดูแลสุขภาพช่องปากเสมอนะคะ
- แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง
- ใช้ไหมขัดฟัน เอาเศษอาหารและคราบบริเวณซอกฟันออก
- ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ
- ฟันผุ ปวดฟัน เหงือกบวม หรือมีหนอง อย่าปล่อยเรื้อรัง
- อย่ารอจน “หายปวด” แล้วคิดว่าโรคหาย เพราะบางครั้งอาการสงบลงไม่ได้แปลว่าต้นเหตุหายไปแล้ว
ฟันหนึ่งซี่อาจดูเป็นเรื่องเล็กค่ะแต่ถ้ามีการติดเชื้ออยู่ตรงนั้นเรื้อรัง สิ่งที่เราต้องป้องกันไม่ใช่แค่การเสียฟัน แต่คือการไม่ปล่อยให้แหล่งติดเชื้อนั้นมีโอกาสสร้างปัญหาไปไกลกว่าช่องปาก
