บุกทลายเครือข่ายใหญ่ ทุนจดทะเบียน 400 ล้าน ออกบิลผีโกงภาษีรัฐ

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปอศ. ร่วมกับ กรมสรรพากร เปิดปฏิบัติการ “Anti Ghost Bill - ทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ”กระชากหน้ากาก บริษัททุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ขายบิล VAT ปลอมฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม ความเสียหาย 360 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,     พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์  วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ., พ.ต.ท.สถาพร ภู่ระหงษ์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วัฒนะ สอนดี  รอง ผกก.2 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ.

บุกทลายเครือข่ายใหญ่ ทุนจดทะเบียน 400 ล้าน ออกบิลผีโกงภาษีรัฐ

กรมสรรพากร โดย นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร, น.ส.สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์
ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร, นักวิเคราะห์นโยบาย และ   แผนทรงคุณวุฒิ), นางเอื้อมเดือน สุขะวัลลิ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบภาษีกลาง และ นายศุภชัย บำรุงศรี ผู้อำนวยการกองสืบสวนและคดี
 
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นจับกุม โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. จำนวน 60 นาย และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จำนวน 40 นาย รวมทั้งสิ้น 100 นาย
 
ตรวจค้นจับกุม ทั้งสิ้น 10 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 4 จุด, จ.นนทบุรี 3 จุด,           จ.นครราชสีมา 1 จุด, จ.สมุทรปราการ 1 จุด และ จ.ชัยภูมิ 1 จุด

บุกทลายเครือข่ายใหญ่ ทุนจดทะเบียน 400 ล้าน ออกบิลผีโกงภาษีรัฐ

จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 3 ราย
1. น.ส.รฐาฯ อายุ 61 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลางที่ 158/2569 ลงวันที่ 10 ส.ค.69   จับกุมได้ที่ ห้องพักภายในคอนโดมิเนียม บริเวณถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร
2. นายคณพศฯ อายุ 50 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลางที่ 159/2569 ลงวันที่ 10 ส.ค.69 จับกุมได้ที่ บ้านพักอาศัย ต.ดอนหวาย อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา
3. นายปาณเดชาฯ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลาง 160/2569 ลงวันที่ 10 ส.ค.69    จับกุมได้ที่ บ้านพักอาศัย ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
 
ตรวจค้นสถานประกอบกิจการ และสถานที่พักอาศัยตามหมายค้น 10 จุด ได้แก่
1. ห้องพักภายในคอนโดมิเนียม บริเวณถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร
2. บ้านพักอาศัย ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
3. บ้านพักซึ่งใช้เป็นที่ทำการบริษัทฯ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านย่าน ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
4. สำนักงาน ภายในคอนโดมิเนียม ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
5. บ้านพักอาศัย ต.ดอนหวาย อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา
6. อาคารพาณิชย์ ซ.พุทธบูชา 41 ถ.พุทธบูชา แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร
7. อาคารพาณิชย์ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
8. อาคารพาณิชย์ ซ.ปรีดาพนมยงค์ ถ.สุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
9. สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ต.ละหาน อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ
10. อาคารพาณิชย์ ถ.ร่มเกล้า แขวงคลองสามประเวศ เขตลากระบัง กรุงเทพมหานคร
 
ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าว    ตามมาตรา 86/13 อันเป็นความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี ต่อ 1 กรรม การกระทำความผิด ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งพบว่าการกระทำความผิดของผู้ต้องหาแต่ละราย มีจำนวนหลายกรรม
 
​วันเวลาปฏิบัติการ วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 05.30 น. - 18.00 น.
 
ตรวจยึดของกลาง ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของกลุ่มเครือข่ายฯ
1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับใบกำกับภาษี จำนวน 105 ฉบับ
2. รายงานภาษีซื้อ - ภาษีขาย/ภ.พ.30 จำนวน 12 แฟ้ม
3. เอกสารการจัดส่งไปรษณีย์ จำนวน 31 แฟ้ม
4. เอกสารสัญญาจ้าง การซื้อขาย การโอนเงิน จำนวน 17 แฟ้ม
5. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 18 เล่ม
6. ตราประทับบริษัท จำนวน 18 ตราประทับ
7. คอมพิวเตอร์พีซี โน๊ตบุ๊ค และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 20 เครื่อง
8. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 15 เครื่อง
 
พฤติการณ์ ด้วยกรมสรรพากรได้รับเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลและนิติบุคคล มีพฤติการณ์ขายใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง โดยมีข้อมูลว่า ตัวแทนผู้ขาย (Sale) ซึ่งใช้ชื่อว่า “อ้อ รฐา” พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ เป็นผู้ติดต่อหาลูกค้าในกลุ่มเครือข่ายที่เป็นกลุ่มปิดเป็นการเฉพาะจะไม่ติดต่อกับบุคคลอื่นนอกกลุ่ม         ทางกรมสรรพากร จึงได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. เพื่อร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มเครือข่ายนี้ โดยให้สายลับแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มเครือข่ายจนเป็นที่ไว้วางใจ จากนั้นได้ทำการเจรจาติดต่อ ล่อซื้อใบกำกับภาษีจากกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลดังกล่าวเป็นจำนวนหลายครั้ง จนได้รับใบกำกับภาษีที่ออกในนามของบริษัทผู้ออก ซึ่งมีนายปาณเดชาฯ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการบริษัทดังกล่าวทั้งหมด โดยได้ติดต่อผ่านเซลล์ ชื่อ นางสาวรฐาฯ หรือในกลุ่มเฉพาะรู้จักกันในนาม “อ้อ รฐา” ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ และเมื่อระบุมูลค่าของสินค้าที่ต้องการซื้อในใบกำกับภาษีแล้ว จะมีการชำระเงินไปยังบัญชีธนาคารของ นายคณพศฯ ซึ่งมีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าเป็นบัญชีม้าที่ นางสาวรฐาฯ ใช้เพื่อปิดบังอำพรางตัวตน อีกทั้งยังมีการใช้บุคคลอื่น ทำหน้าที่จัดส่งใบกำกับภาษีปลอมผ่านทางช่องทางไปรษณีย์ไทย และมีการใช้ชื่อบุคคลอื่นจ่าหน้าซองในการจัดส่ง โดยไม่มีสิ่งใด ที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของ นางสาวรฐาฯ เพื่อเป็นการอำพรางตัวตนยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนี้จากการตรวจสอบพบว่า นางสาวรฐาฯ ได้มีการจัดส่งใบกำกับภาษีไปยังกลุ่มลูกค้ารายอื่นทั่วประเทศจำนวนหลายราย แล้วจะมีการ  โอนเงินแบ่งผลประโยชน์ให้กับ นายปานเดชาฯ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทผู้ออกใบกำกับภาษีอันเป็นเท็จ  ประกอบกับได้ตรวจพบว่า นายปานเดชาฯ มีพฤติการณ์ใช้บริษัทสำนักงานบัญชีดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นเงินจำนวน 400 ล้านบาท และปิดงบการเงินโดยยื่นรายได้กว่า 300-400 ล้านบาท ต่อปี เพื่อสร้าง          ความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ จากพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายนี้เป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกันจริง อันมีลักษณะเป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในภาพรวม
ต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 กก.2 บก.ปอศ. ได้ร่วมกับกรมสรรพากร รวมกำลังทั้งสิ้น 100 นาย    ได้ร่วมบูรณาการสนธิกำลัง เปิดปฏิบัติการ “Anti Ghost Bill - ทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ”       เพื่อจับกุมกลุ่มเครือข่ายผู้ต้องหา และตรวจค้นเพื่อหาพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นจำนวน 10 จุด       ในพื้นที่ 5 จังหวัด อันได้แก่ กรุงเทพมหานคร, จ.นนทบุรี, จ.นครราชสีมา, จ.สมุทรปราการ  และ จ.ชัยภูมิ ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้ ได้มีการตรวจค้น บริษัทและที่พักอาศัยของกลุ่มผู้ออกใบกำกับภาษีอันเป็นเท็จ, กลุ่มบริษัทที่เป็นผู้ซื้อและใช้ใบกำกับภาษีปลอม และตรวจค้นบริษัทสำนักงานบัญชีที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายนี้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นจับกุม พร้อมกันทั้ง 10 จุด และในการปฏิบัติการนี้ ได้มี นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์                     อธิบดีกรมสรรพากร, พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. ได้ควบคุม    การปฏิบัติแบบ Real Time ณ ห้องควบคุมสั่งการ RTCC (Real Time Crime Center) ชั้น 8 อาคาร     ประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม ตลอดระยะเวลาการเข้าปฏิบัติการตรวจค้นจับกุม
ผลการปฏิบัติการ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบถ้วนทั้ง 3 ราย (จับกุม 100%) และ      ตรวจยึดของกลางเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์     เอกสารทางบัญชี ใบกำกับภาษี รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย สมุดบัญชีธนาคาร เอกสารการโอนเงิน และตราประทับบริษัท รวมจำนวนกว่า 200 รายการ                                                                                                                                                                                                                                                                                                          
ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นการล้างบางทั้งระบบเครือข่ายฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น   ผู้ออกใบกำกับภาษีเท็จ – ผู้ใช้ใบกำกับภาษีเท็จ – ตัวแทนผู้ขาย (Sale) – บัญชีตัวแทนหรือบัญชีม้า – สำนักงานบัญชี ที่ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในภาพรวม อย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง
 
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น มีผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ
เตือนภัย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ             ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก โดยประสานความร่วมมือกับกรมสรรพากรอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปราบปรามผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงภาษี อันเป็นการทำลายระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีผลกระทบต่อ      ระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ การฉ้อโกงภาษีในลักษณะนี้ เป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/13 ประกอบตามมาตรา 90/4(3) มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี , ปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท
มาตรา 86/13 ห้ามมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้
บุคคลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน
มาตรา 90/4 บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท
(3) ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออกเอกสารดังกล่าวตาม มาตรา 86/13
(7) ผู้ประกอบการโดยเจตนานำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 02 191 9191             ต่อ 2701 ผู้ประสานงานเพิ่มเติม พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ. หมายเลขโทรศัพท์ 064 354 6515 และ ร.ต.อ.กฤษณะ มะกรูดอินทร์ รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอศ. หมายเลขโทรศัพท์ 092 924 4245