- 20 ส.ค. 2569
4 สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดกับ "ภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ" โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน เกิดจากอะไร เช็กอาการและวิธีรักษา
โรคหัวใจและหลอดเลือดถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย โดยเฉพาะ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน” ซึ่งเกิดจากการสะสมของไขมัน หินปูน และสารต่าง ๆ บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องทางเดินเลือดแคบลง เลือดจึงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อย และหากเกิดการอุดตันอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมีทั้งสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรม และเพศ รวมถึงปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมัน LDL สูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย และภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน นอกจากนี้ พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง รวมถึงความเครียด ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน
สิ่งที่น่ากังวลคือ ระยะแรกของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ป่วยอาจแทบไม่มีอาการผิดปกติ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบมากขึ้น อาจเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักกดทับ โดยเฉพาะขณะออกแรง เจ็บร้าวไปยังคาง ไหล่ หลัง หรือแขนซ้าย รวมถึงแน่นบริเวณลิ้นปี่หรือจุกอกเป็น ๆ หาย ๆ
นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม เหงื่อออกผิดปกติ ใจสั่น หน้ามืด หรือหมดสติ หากมีอาการเจ็บหน้าอกขณะพัก หรืออาการต่อเนื่องนานประมาณ 15-20 นาที โดยเฉพาะหากมีอาการร่วมอย่างหายใจลำบาก เหงื่อแตก คลื่นไส้ หรือเจ็บร้าวไปยังกรามและแขน ควรรีบพบแพทย์หรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
สำหรับแนวทางการรักษา แพทย์จะพิจารณาตามตำแหน่งและความรุนแรงของหลอดเลือดที่ตีบ รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยอาจใช้ยาเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง หรือรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดผ่านสายสวน หรือ PCI ซึ่งเป็นการใช้บอลลูนขยายบริเวณที่ตีบ และในบางกรณีอาจใส่ขดลวดเพื่อช่วยพยุงหลอดเลือดให้เปิดกว้าง
ส่วนผู้ที่มีหลอดเลือดตีบหลายตำแหน่งหรือมีรอยตีบที่ซับซ้อน แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือ “บายพาส” เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ให้เลือดสามารถไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผ่านบริเวณที่มีการตีบตันได้
อย่างไรก็ตาม การรักษาไม่ได้จบเพียงการเปิดหลอดเลือด ผู้ป่วยยังต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทั้งรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ควบคุมความดันและไขมันในเลือด ดูแลระดับน้ำตาล ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม และออกกำลังกายตามระดับที่แพทย์แนะนำ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจึงเป็นอีกหนึ่งภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะบางคนอาจไม่มีอาการเตือนชัดเจนจนกระทั่งเกิดเหตุฉุกเฉิน การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและการใส่ใจสัญญาณผิดปกติของร่างกาย จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกผิดปกติ โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นขณะออกแรงหรือไม่ดีขึ้นเมื่อพัก ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อความปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน
1. หลอดเลือดหัวใจตีบรักษาหายไหม
การรักษาในปัจจุบันเช่น การใช้ยา การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (PCI) หรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG) การทำบอลลูนหรือผ่าตัดบายพาส มีเป้าหมายเพื่อช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ บรรเทาอาการ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากโรค อย่างไรก็ตาม โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากการสะสมของคราบไขมันภายในผนังหลอดเลือด ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต เบาหวาน ควบคุมน้ำหนัก และรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจอาจมีการดำเนินต่อไป และอาจเกิดรอยตีบใหม่หรือการตีบซ้ำได้ในอนาคต
2. เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบส่วนใหญ่สามารถออกกำลังกายได้ และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา เช่น การเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ทั้งนี้ ประเภทและระดับความหนักของการออกกำลังกายควรพิจารณาตามสภาพร่างกาย ความรุนแรงของโรค และคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ที่เพิ่งได้รับการรักษาหรือมีอาการไม่คงที่
3. อาการแบบไหนที่ควรรีบมาพบแพทย์ทันที
หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง เหมือนมีของหนักมากดทับ อาการเจ็บร้าวไปที่กราม คอ หรือแขนซ้าย ร่วมกับอาการเหนื่อย หายใจลำบาก เหงื่อออกผิดปกติ คลื่นไส้ หน้ามืด หรือมีอาการเจ็บหน้าอกไม่ดีขึ้นแม้นั่งพักเกิน 15-20 นาที ให้รีบพบแพทย์หรือเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
4. อาการเส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น และหลายเส้น แตกต่างกันอย่างไร
จำนวนของหลอดเลือดหัวใจที่มีรอยตีบไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของอาการเสมอไป ผู้ป่วยบางรายที่มีหลอดเลือดตีบเพียง 1 เส้นอาจมีอาการรุนแรงได้ หากรอยตีบอยู่ในตำแหน่งสำคัญ ขณะที่บางรายที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้นอาจมีอาการไม่ชัดเจน
ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งของรอยตีบ ระดับความรุนแรงของการตีบ ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของหัวใจ และความสามารถของร่างกายในการสร้างหลอดเลือดฝอยทดแทนของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น การวางแผนการรักษาจึงต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ
ข้อมูลจาก โรงพยาบาลกรุงเทพ
