จิตแพทย์ ยกบทเรียนจาก เร แม๊คโดแนลด์ "โกรธแค่ไหนก็ให้เกียรติ"

ทางด้าน "นพ.เจษฎา" จิตแพทย์เจ้าของเพจดัง ยกบทเรียนสุดท้ายจาก "เร แม๊คโดแนลด์" เผยว่า "โกรธแค่ไหนก็ให้เกียรติ"

จากข่าวการเสียชีวิตของ "เร แม๊คโดแนลด์" นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง วัย 49 ปี สร้างความช็อกและความโศกเศร้าเสียใจให้กับครอบครัว เพื่อนสนิทในวงการบันเทิง และแฟนคลับ เป็นอย่างมาก ล่าสุด ทางด้าน นพ.เจษฎา ทองเถาว์ แพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อุบลราชธานี ออกมาเผยบทเรียนสุดท้ายจาก เร แม๊คโดแนลด์

จิตแพทย์ ยกบทเรียนจาก เร แม๊คโดแนลด์ โกรธแค่ไหนก็ให้เกียรติ

โดยทางด้าน นพ.เจษฎา เคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊ก คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา ระบุว่า... วันที่โกรธกัน แต่ยังเลือกให้เกียรติกัน บทเรียนสุดท้ายที่ผมนึกถึงจาก เรย์ แมคโดนัลด์

 

ข่าวการจากไปของ เรย์ แมคโดนัลด์ สร้างความตกใจให้กับคนจำนวนมาก รวมถึงหมอด้วยครับ และเพื่อเป็นการอำลา หมอไม่ได้อยากพูดถึงผลงานที่โด่งดังที่สุดของพี่เรย์ แต่อยากหยิบเหตุการณ์เล็กๆเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา เพราะบางครั้งเราอาจรู้จักตัวตนของคนๆหนึ่งได้ดีที่สุด ไม่ใช่จากวันที่ทุกอย่างราบรื่น แต่จาก *วันที่เขาโกรธ* วันที่เขาน้อยใจ และวันที่เขามีโอกาสทำร้ายอีกคนกลับ แต่เลือกไม่ทำครับ

 

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางกับ เบนซ์ The Gaijin Trips เมื่อความไม่เข้าใจจากเรื่องเล็กๆตั้งแต่แผนการเดินทางไปจนถึงเรื่องอาหารค่อยๆสะสม จนภายหลังถูกหยอกกันว่า “ทะเลาะกันเพราะลาบ” แต่เบื้องหลังเรื่องลาบนั้นอาจเป็นเรื่องธรรมดาของความสัมพันธ์มากกว่า คือคนสองคน คิดไม่เหมือนกัน ต้องการไม่เหมือนกัน และสื่อสารกันไม่มากพอครับ

สิ่งที่หมอประทับใจคือ ในช่วงที่กำลังโกรธ พี่เรย์เลือกที่จะไม่ถ่ายเหตุการณ์ทะเลาะกันเอาไว้ เพราะเขามองว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย ซึ่งถ้ามองในฐานะคนทำสื่อถือว่าน่าสนใจมาก เพราะความขัดแย้งคือ คอนเทนต์ชั้นยอด แต่พี่เรย์กลับเลือกวางกล้องลง ราวกับกำลังบอกว่า "แม้ตอนนี้ฉันจะโกรธเธอ แต่ความโกรธของฉันไม่ได้ให้สิทธิ์ฉันทำลายศักดิ์ศรีของเธอ"

 

ในทางจิตวิทยา นี่คือหัวใจของ "การกำกับอารมณ์" (emotion regulation) เลยนะครับ มันไม่ได้หมายถึง "การไม่โกรธ" เพราะคนที่มีวุฒิภาวะก็โกรธ หงุดหงิด และน้อยใจได้เหมือนทุกคน แต่เขาต่างที่สามารถ *สร้างช่องว่างเล็กๆ* ระหว่าง "ฉันกำลังรู้สึกอะไร" กับ "ฉันจะทำอะไรต่อ" และบางครั้งช่องว่างไม่กี่วินาทีนั้นเองที่ช่วยปกป้องความสัมพันธ์จากการกระทำที่เราต้องเสียใจภายหลังครับ

 

หลังจากนั้นพี่เรย์เลือกที่จะคุยกันตรงๆ พูดถึงสิ่งที่สะสมอยู่ข้างใน และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดมุมของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาอีกข้อที่เรียกว่า "rupture and repair" หรือ "รอยร้าวและการซ่อมแซมความสัมพันธ์" เพราะความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยแตกร้าว แต่คือความสัมพันธ์ที่เมื่อเกิดรอยร้าวแล้ว คนสองคนยังสามารถกลับมา ฟังกัน เข้าใจกัน และซ่อมสิ่งที่เสียหายได้ครับ

จิตแพทย์ ยกบทเรียนจาก เร แม๊คโดแนลด์ "โกรธแค่ไหนก็ให้เกียรติ"

และภาพที่หมอชอบที่สุดนั้น ก็เิดขึ้นในช่วงท้ายครับ เมื่อเบนซ์เดินเข้ามาลาและแสดงความเคารพ แม้ระหว่างทั้งคู่ยังมีความตึงเหลืออยู่ แต่พี่เรย์ก็มองกลับไปด้วยสายตาที่อ่อนลง เพราะบางครั้งการซ่อมความสัมพันธ์ไม่ได้ต้องการสุนทรพจน์ยาวๆแค่สายตาที่ไม่แข็งเหมือนเดิม น้ำเสียงที่อ่อนลง หรือการตอบรับเมื่ออีกฝ่ายเดินกลับเข้ามาหา ก็เพียงพอที่จะบอกว่า "เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่นะ"

 

บางทีวุฒิภาวะทางอารมณ์ก็ไม่ได้วัดจากว่า "เราโกรธยากแค่ไหน" แต่วัดจากว่า "เมื่อเราโกรธแล้ว เราทำอะไรกับความโกรธนั้น" เราใช้มันทำให้อีกฝ่ายอับอาย ใช้คำพูดเพื่อเอาชนะ หรือสามารถพูดให้เขาเข้าใจว่าเรากำลังเจ็บตรงไหน และเมื่อความโกรธหมดหน้าที่ของมันแล้ว เรายอมวางมันลงได้หรือไม่ครับ

 

เมื่อคนๆหนึ่งจากไป สิ่งที่เหลืออยู่จึงอาจไม่ใช่แค่หนัง รายการ หรือภาพถ่ายของเขา แต่ยังรวมถึง วิธีที่เขาเคยปฏิบัติต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง ในวันที่อารมณ์ไม่ดีที่สุดของตัวเอง

 

ขอบคุณสำหรับการเดินทางครับพี่เรย์

และขอบคุณสำหรับบทเรียนเล็กๆเรื่องการเป็นมนุษย์ที่วันนี้กลับมีความหมายมากกว่าที่เคย

แด่ลุงผู้จากไปที่ชื่อเรย์ แมคโดนัลด์

 

By...คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา