- 21 ส.ค. 2569
โรงพยาบาลลี้ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน เปิดไทม์ไลน์ สาวเสียชีวิตขณะคลอด พร้อมลูกน้อย เผยสาเหตุที่แท้จริง
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 69 โรงพยาบาลลี่ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน ขอชี้แจงกรณีเหตุการณ์มารดาเสียชีวิตตามที่ปรากฎเป็นข่าว ดังนี้
หญิงตั้งครรภ์ อายุ 32 ปี เป็นครรภ์ที่ 2 มีประวัติการฝากครรภ์ รพ.สต.บ้านห้วยต้ม และโรงพยาบาลลี้ รวมจำนวน 15 ครั้ง เป็นครรภ์ระดับความเสี่ยงต่ำ หมายถึง ณ เวลาประเมินยังไม่พบปัจจัยหรือภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ และสามารถดูแลตามระบบฝากครรภ์ปกติได้ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 มาฝากครรภ์ตามนัด อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ 1 วัน (ครบกำหนดคลอด) สูติแพทย์ประเมินให้นอนโรงพยาบาลเพื่อคลอดบุตร เวลา 11.30 น. ประเมินอาการแรกรับที่ห้องคลอด มดลูกบีบตัว 7 นาทีต่อครั้ง ไม่สม่ำเสมอ อัตราการเต้นของหัวใจทารก 142 ครั้งต่อนาที ตรวจภายใน พบ ปากมดลูกเปิด 1 เซนติเมตร เนื่องจากเริ่มมีปากมดลูกเปิด แต่มดลูกบีบตัวไม่สม่ำเสมอ สูติแพทย์ประเมินไม่พบความเสี่ยงภาวะศีรษะทารกไม่สมดุลกับอุ้งเชิงกราน หรือ CPD Risk Score และสามารถคลอดธรรมชาติทางช่องคลอดได้เอง และพิจารณาให้ส่งเสริมการคลอด โดยมีการติดตามการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ การบีบตัวของมดลูก และสัญญาณชีพของมารดา ตามมาตรฐานการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในห้องคลอด
เวลา 18.00 น. พบ ปากมดลูกเปิด 3 เซนติเมตร เวลา 20.30 น. ปากมดลูกเปิด 6 เซนติเมตร 21.30 น. ปากมดลูกเปิด 9 เซนติเมตร และเวลา 22.00 น. ปากมดลูกเปิด 10 เซนติเมตร ถุงน้ำคร่ำแตกตามธรรมชาติ น้ำคร่ำสีปกติ ตลอดเวลาสัญญาณชีพมารดาและอัตราการเต้นหัวใจทารกในครรภ์ปกติ เข้าสู่กระบวนการเบ่งคลอดทางช่องคลอด
ต่อมาหลังเบ่งคลอด 30 นาที พบว่า ไม่มีความก้าวหน้าของการคลอด และหัวใจทารกเริ่มเต้นช้าลง สูติแพทย์พิจารณาผ่าตัดคลอดฉุกเฉินทันที ระหว่างเตรียมผู้ป่วยไปห้องผ่าตัด ผู้ป่วยเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก กระสับกระส่าย หายใจเหนื่อย แต่รู้สึกตัวดี ยังถามตอบรู้เรื่อง สัญญาณชีพ ระดับความดันโลหิต และระดับออกซิเจนในเลือดลดลง สูติแพทย์ประเมินว่าเป็นภาวะฉุกเฉินของมารดาในระยะคลอด พิจารณาให้ออกซิเจนและสารน้ำทางหลอดเลือดดำเพิ่มเติม โดยมารดาเข้าถึงห้องผ่าตัดภายในเวลา 30 นาที ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานภายใต้การดูแล ของสูติแพทย์ และวิสัญญีแพทย์ จากนั้นระดับความรู้สึกตัวลดลง ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง จึงพิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจทันทีโดยวิสัญญีแพทย์ ให้สารน้ำ จากนั้นระดับออกซิเจนในเลือดและระดับความดันโลหิตกลับมาปกติ เริ่มผ่าตัดคลอด เวลา 23.13 น. ทารกคลอดเวลา 23.16 น. ระหว่างผ่าตัด พบว่า มารดามีภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมแพทย์และพยาบาลดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่อง มีการให้ยาและสารน้ำเพื่อกระตุ้นสัญญาณชีพ และยังตรวจพบมดลูกไม่หดรัดตัว ในด้านทารกแรกเกิดได้รับประเมินจากกุมารแพทย์ พบว่า ทารกมีภาวะขาดออกซิเจนรุนแรง ไม่ร้อง ไม่หายใจ กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก ตัวคล้ำ ฟังเสียงหัวใจทารกไม่ได้ ผลการประเมินคะแนนทารกแรกเกิดได้ศูนย์คะแนน (Apgar Score 0-0T-0T) ทีมแพทย์และพยาบาลดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิด (Neonatal Resuscitation) จนสุดความสามารถอย่างต่อเนื่อง แต่ทารกไม่ตอบสนอง จึงยุติติดการช่วยฟื้นคืนชีพ เวลาประมาณ 04.19 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2569
ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลลี้ ได้ประสานสูติแพทย์ อายุรแพทย์ ของโรงพยาบาลลำพูน และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เกี่ยวกับการดูแลรักษาและประสานส่งต่อผู้ป่วยระยะวิกฤตทางสูติกรรม ระหว่างการดูแลก่อนส่งต่อ มารดามีภาวะหัวใจหยุดเต้นได้รับการฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ชีพจรและการไหลเวียนเลือดไม่สามารถกลับมาได้ จึงแจ้งญาติผู้ป่วย และยุติการช่วยฟื้นคืนชีพ มารดาเสียชีวิตเวลา 01.31 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2569
หลังเกิดเหตุการณ์ ผู้เกี่ยวข้องได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติผู้ป่วยทันที พร้อมทั้งรายงานต่อหัวหน้าหอผู้ป่วย ผู้บริหารทางการพยาบาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตามลำดับ จากเหตุการณ์ดังกล่าว สูติแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาลหัวหน้าเวร และหัวหน้าหอผู้ป่วย ได้เข้าพบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ทำความเข้าใจ และให้ข้อมูลเหตุการณ์แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน และได้ให้ผู้เกี่ยวข้องบทบทวนสถานการณ์ และกระบวนการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยสาเหตุ แนวทางการพัฒนาระบบบริการ และการดูแลช่วยเหลือ ทั้งนี้ ทีมแพทย์จากนิติเวชและพยาธิแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในเบื้องต้นให้ความเห็นสาเหตุการตายมารดาว่าเกิดจากภาวะน้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือด (Amniotic Fluid Embolism)
โรงพยาบาลลี้ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งภาวะแทรกซ้อนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งการคลอดธรรมชาติ และการผ่าตัดคลอดบุตร ภาวะนี้พบได้น้อยมากในอัตราประมาณหนึ่งในแปดหมื่นของการคลอดบุตรทั้งหมด ภาวะนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้ล่วงหน้า และมีอัตราเสียชีวิตสูง แม้ว่าจะได้รับรักษาอย่างทันท่วงที เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทีมแพทย์และพยาบาลได้ร่วมกันช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพ และได้ร่วมกันทบทวนการดูแลรักษาอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการของโรงพยาบาลต่อไป ขอแสดงความเสียใจอย่างสูงอีกครั้ง
