เปิดเรื่องสุดเศร้า แม่เมียนมาท้อง 7 เดือน ตัดสินใจทำสิ่งนี้

เกิดเหตุสลดภายในแคมป์คนงานก่อสร้างในพื้นที่ จ.ระยอง หญิงชาวเมียนมาวัย 23 ปี ตั้งครรภ์ประมาณ 7 เดือน สั่งยาทางออนไลน์หวังยุติการตั้งครรภ์

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสยามระยอง ได้รับแจ้งเหตุภายในแคมป์คนงานก่อสร้างชาวเมียนมา บริเวณซอยแม่น้ำคู้ ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง จึงเดินทางเข้าตรวจสอบ

เปิดเรื่องสุดเศร้า แม่เมียนมาท้อง 7 เดือน ตัดสินใจทำสิ่งนี้

จากการสอบถามนายลอเปน อายุ 21 ปี สามีของหญิงรายดังกล่าว ผ่านล่าม ทราบว่า ภรรยาคือ นางสาวไครมา อายุ 23 ปี มีบุตรอยู่ที่ประเทศเมียนมาแล้ว 1 คน อายุประมาณ 5 ขวบ ทั้งคู่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ราว 1-2 เดือน แต่ฝ่ายหญิงตกงานและไม่มีรายได้ ขณะที่กำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่สองประมาณ 7 เดือน จึงเกิดความกังวลว่าจะไม่สามารถรับภาระเลี้ยงดูบุตรได้

เบื้องต้นทราบว่า นางสาวไครมาได้สั่งซื้อยาที่อ้างว่าใช้สำหรับยุติการตั้งครรภ์ผ่านช่องทางออนไลน์ และรับประทานต่อเนื่องประมาณ 2-3 วัน ก่อนเกิดภาวะคลอดภายในแคมป์ โดยทารกไม่รอดชีวิต หลังจากนั้นครอบครัวได้นำร่างทารกไปฝังไว้บริเวณข้างแคมป์คนงาน

ต่อมา นายเม้ง อายุ 56 ปี ล่ามชาวเมียนมา ทราบเรื่องและพบว่านางสาวไครมามีอาการตกเลือด จึงแนะนำให้สามีนำตัวส่งโรงพยาบาลนิคมพัฒนาเพื่อรับการรักษา เมื่อแพทย์ซักประวัติจึงทราบว่าได้คลอดทารกและทารกเสียชีวิตแล้ว อีกทั้งร่างถูกนำไปฝังไว้บริเวณข้างแคมป์ โรงพยาบาลจึงประสานตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทันที

นายเม้งเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยพูดคุยกับหญิงรายดังกล่าวและแนะนำว่า เนื่องจากอายุครรภ์มากแล้วไม่ควรดำเนินการด้วยตนเอง แต่ไม่ทราบว่าหญิงรายนี้ได้สั่งซื้อยาทางออนไลน์มารับประทาน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง เก็บรวบรวมหลักฐาน และตรวจสอบบริเวณที่มีการนำร่างทารกไปฝัง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

เปิดเรื่องสุดเศร้า แม่เมียนมาท้อง 7 เดือน ตัดสินใจทำสิ่งนี้

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยเรื่องการสั่งซื้อยาทำแท้งทางออนไลน์ และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทำแท้งอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายในกลุ่มแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีปัจจัยมาจากความไม่รู้ข้อกฎหมาย ประกอบกับปัญหาความยากจนและการขาดรายได้จนไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งเข้ามาให้ความรู้ นำเสนอแนวทางช่วยเหลือ และกวดขันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำอีก