หมอเผย 5 เคล็ดลับ ทำแค่ 20 นาที หลังตื่น ช่วยความดันไม่พุ่งตั้งแต่เริ่มวัน

"หมอเจด" เปิดชัด ๆ 5 เคล็ดลับ สูตร 20 นาทีหลังตื่น! ช่วยกดความดันเช้า ไม่ให้พุ่งตั้งแต่เริ่มวัน โดยเฉพาะคนความดันสูง หรือเคย Stroke

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2569 นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้โพสต์ให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด เผยว่า สูตร 20 นาทีหลังตื่น! ช่วยกดความดันเช้า ไม่ให้พุ่งตั้งแต่เริ่มวัน โดยระบุว่า เช้านี้ตื่นแล้ว อย่าเพิ่งรีบเด้งตัวลุกจากเตียงทันทีนะ ต่อให้รีบแค่ไหนก็ตาม โดยเฉพาะคนที่มีความดันสูงอยู่แล้ว หรือเคยมีประวัติ Stroke เรื่องนี้ยิ่งอยากให้อ่าน

 

หมอเผย 5 เคล็ดลับ ทำแค่ 20 นาที หลังตื่น ช่วยความดันไม่พุ่งตั้งแต่เริ่มวัน

เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนจาก "โหมดพัก" ไปเป็น "โหมดตื่น" ระบบประสาท sympathetic เริ่มทำงานมากขึ้น ฮอร์โมนอย่าง cortisol และ catecholamines เพิ่มขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดมีการปรับความตึงตัว และความดันจึงมีแนวโน้มสูงขึ้นตามธรรมชาติ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า morning blood pressure surge ซึ่งเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในคนที่มีความดันสูงอยู่เดิม


แต่ประเด็นสำคัญคือ ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า "ห้ามลุกจากเตียง" หรือทำสูตรนี้แล้วจะกัน Stroke ได้นะ สิ่งที่เราทำคือ ลดสิ่งกระตุ้นที่ไม่จำเป็นในช่วง 20 นาทีแรก และใช้ช่วงเช้าเช็กความดันให้ถูกต้องก่อนเริ่มวัน แล้วเราจะตื่นยังไงให้ร่างกายค่อย ๆ เปลี่ยนเกียร์ ไม่รีบเหยียบคันเร่งตั้งแต่วินาทีแรก? เรามาลองสูตรนี้กัน


0–3 นาทีแรก — ตื่นแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนท่า อย่ารีบเด้งตัวขึ้นทันที

พอลืมตา ผมอยากให้ใช้เวลาสั้น ๆ ตั้งสติก่อน จากนอนราบค่อย ๆ ขยับแขนขา พลิกตัว แล้วลุกขึ้นนั่งขอบเตียงสักครู่ก่อนยืน โดยเฉพาะคนสูงอายุ คนที่กินยาความดันหลายตัว หรือเคยมีอาการหน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่า

เหตุผลหนึ่งคือ หลังนอนมาหลายชั่วโมง ระบบไหลเวียนต้องปรับตัวเมื่อเราเปลี่ยนจากนอนเป็นนั่งและยืนเร็ว ๆ บางคนจะเกิด orthostatic hypotension หรือความดันตกตอนเปลี่ยนท่า ทำให้หน้ามืด เซ หรือหกล้มได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงตื่นนอนก็เป็นช่วงที่ sympathetic nervous system กำลังตื่นตามเราอยู่แล้ว ดังนั้นการเริ่มเช้าด้วยการกระโดดจากเตียง วิ่งหาของ รีบตอบโทรศัพท์ แล้วหัวเสียตั้งแต่นาทีแรก ไม่ได้ช่วยให้ระบบนี้สงบลงแน่นอน เอาแค่ 2–3 นาที ให้ร่างกายรู้ก่อนว่า "โอเคครับ วันนี้เราตื่นแล้ว ยังไม่ต้องรีบมากนะ"

นาทีที่ 3–8 — เข้าห้องน้ำ แล้วพักก่อนวัดความดัน

ถ้าเป็นคนติดตามความดันที่บ้าน ช่วงเช้าเป็นเวลาที่มีประโยชน์มากครับ แต่ต้องวัดให้ถูก ไม่อย่างนั้นค่าที่ได้อาจสะท้อน "ความรีบ" มากกว่าความดันจริง หลังตื่น ลองเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อน เพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มสามารถรบกวนค่าความดันได้ จากนั้นกลับมานั่งในที่สงบ หลังพิงพนัก เท้าวางราบกับพื้น แขนวางระดับหัวใจแล้ว นั่งเงียบ ๆ ประมาณ 5 นาที ยังไม่เปิดข่าวดราม่า ยังไม่ตอบแชตงาน ยังไม่จิบกาแฟก่อน

แนะนำให้พักอย่างน้อย 5 นาทีก่อนวัด และหลีกเลี่ยงคาเฟอีน การสูบบุหรี่ และการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีก่อนการวัด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้หัวใจและความดันเปลี่ยนชั่วคราวได้ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะบางคนตื่นมาวัดทันทีตอนยังงัวเงีย ได้ 150 แล้วตกใจทั้งวัน จริง ๆ เครื่องไม่ได้ผิด แต่จังหวะการวัดอาจยังไม่พร้อม


นาทีที่ 8–12 — วัดความดันให้ถูก แล้วดู "แนวโน้ม" มากกว่าตกใจกับครั้งเดียว

หลังนั่งพักแล้ว ค่อยวัด ไม่พูด ไม่ไขว่ห้าง หลังพิงพนัก เท้าวางพื้น แขนอยู่ระดับหัวใจ และใช้ผ้าพันแขนที่ขนาดเหมาะกับต้นแขน

ถ้าวัดครั้งแรกสูง อย่าเพิ่งเปิดโหมดตื่นตระหนกแล้ววัดติดกันสิบรอบครับ สามารถพักแล้ววัดซ้ำอีกครั้งตามแนวทางการติดตามที่แพทย์แนะนำ เพราะสิ่งที่มีความหมายมากกว่าค่าครั้งเดียวคือ ค่าเฉลี่ยและรูปแบบที่เกิดซ้ำหลายวัน เช่น ถ้าทุกเช้าความดันสูงกว่าช่วงเย็นชัดเจนต่อเนื่องหลายวัน ทั้งที่วัดถูกวิธี เรื่องนี้ควรเอาบันทึกไปคุยกับแพทย์ครับ เพราะอาจต้องดูทั้งช่วงเวลาการออกฤทธิ์ของยา คุณภาพการนอน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปริมาณเกลือ และรูปแบบความดันตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะคนที่เคย Stroke ผมไม่อยากให้ดูแบบ "วันนี้ตัวเลขดี จบครับ" ให้ดูเป็น แพตเทิร์น


นาทีที่ 12–16 — หายใจช้าลง ให้ระบบประสาทถอนคันเร่ง

ถ้าความดันเช้าชอบขึ้นตอนที่รีบหรือเครียด ลองใช้เวลา 3–5 นาทีหายใจให้ช้าลง หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ ปล่อยลมหายใจออกยาวขึ้น ไม่ต้องกลั้น ไม่ต้องฝืนจนเวียนหัว

เหตุผลคือการหายใจช้าสามารถเพิ่มการทำงานของ parasympathetic nervous system และลด sympathetic drive ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับอัตราการเต้นหัวใจและความตึงตัวของหลอดเลือด พูดภาษาคนคือ ตอนเครียด ร่างกายเหยียบคันเร่ง ตอนหายใจช้าลง เรากำลังบอกมันว่า "ตอนนี้ปลอดภัยครับ ค่อย ๆ ถอนเท้าได้" ไม่ต้องนั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง เอาแค่ 3–5 นาทีแบบทำได้ทุกเช้า มีประโยชน์กว่านึกได้แล้วทำเดือนละครั้ง


นาทีที่ 16–20 — ขยับเบา ๆ แล้วค่อยเริ่มวัน

หลังเช็กความดันเรียบร้อยแล้ว ค่อยเริ่มขยับครับ เช่น เดินในบ้านเบา ๆ ยืดน่อง ยืดสะโพก หมุนไหล่ หรือเดินเก็บของสักไม่กี่นาที ตรงนี้ยังไม่ต้องรีบทำ HIIT ไม่ต้องกระโดด 100 ครั้ง และถ้าคุณตั้งใจวัดความดันตอนเช้า ควรวัดให้เสร็จก่อนออกกำลังกาย เพราะการออกแรงสามารถทำให้ความดันและชีพจรเปลี่ยนชั่วคราวได้

ส่วนในภาพระยะยาว การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่สุดในการควบคุมความดันและสุขภาพหลอดเลือดครับ แต่ช่วง 20 นาทีแรกที่เรากำลังเช็ก "resting blood pressure" ผมอยากให้แยกสองเรื่องนี้ออกจากกันก่อน เช้าให้เริ่มเหมือนวอร์มเครื่องครับ ไม่ใช่บิดกุญแจปุ๊บ เหยียบ 120 ทันที


แล้วกาแฟเช้าล่ะ ดื่มได้ตอนไหน?

ถ้าคุณกำลังติดตามความดันตอนเช้า ผมอยากให้ วัดก่อนกาแฟ เพราะคาเฟอีนสามารถเพิ่มความดันแบบชั่วคราวในบางคน และแนวทางการวัดความดันจึงแนะนำให้เว้นคาเฟอีนอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีก่อนวัด หลังจากวัดเสร็จแล้ว คนที่ดื่มกาแฟประจำสามารถดื่มได้ตามความเหมาะสม แต่ถ้าสังเกตว่าดื่มแล้วใจสั่นหรือความดันกระโดดขึ้นชัด ลองลดปริมาณ ลดความเข้ม หรือเช็กความสัมพันธ์กับค่าความดันของตัวเอง

บางคนความดันเช้าพุ่งก็มักจะโทษว่า "โรคกำเริบ" แต่จริง ๆ เช้ามีทั้งนอนน้อย รีบ เครียด กาแฟสองช็อต แล้วยังวิ่งหารถอีก หลอดเลือดมันก็งงเหมือนกันครับว่าจะให้มันจะได้พักตอนไหน

ถ้ามีกินยาความดันตอนเช้า อย่าเปลี่ยนเวลาเองเพราะเห็นโพสต์นี้ ข้อนี้สำคัญยาความดันแต่ละชนิดมีระยะเวลาออกฤทธิ์ต่างกัน และบางคนแพทย์จัดเวลาให้เหมาะกับรูปแบบความดัน โรคร่วม และยาตัวอื่นอยู่แล้ว

ดังนั้นสูตร 20 นาทีนี้ ไม่ได้ใช้แทนยา และไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการเลื่อน หยุด หรือเพิ่มยาด้วยตัวเอง ถ้าบันทึกแล้วพบว่าความดันตอนเช้าสูงต่อเนื่อง ทั้งที่กินยาสม่ำเสมอ ควรเอาค่าที่วัดไปให้แพทย์ดูครับ เพราะบางครั้งสิ่งที่ต้องแก้คือแผนการรักษา ไม่ใช่หายใจให้ลึกขึ้นอีกสิบรอบ


สูตร 20 นาที จำง่าย ๆ แบบนี้

  • 0–3 นาที: ค่อย ๆ ตื่น ค่อย ๆ เปลี่ยนท่า
  • 3–8 นาที: เข้าห้องน้ำ แล้วนั่งพักสงบ
  • 8–12 นาที: วัดความดันให้ถูกต้องและบันทึกค่า
  • 12–16 นาที: หายใจช้า ๆ ลดความตื่นตัวของระบบประสาท
  • 16–20 นาที: ขยับเบา ๆ แล้วค่อยเริ่มกิจวัตรประจำวัน
  • กาแฟและออกกำลังกาย: เอาไว้หลังวัดความดันถ้ากำลังติดตามค่าช่วงเช้า


อีกเรื่องที่ต้องจำ ถ้าความดันขึ้น มากกว่า 180/120 mmHg แล้ววัดซ้ำยังสูง พร้อมมีอาการอย่างเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก แขนขาอ่อนแรงหรือชา มองเห็นผิดปกติ หรือพูดลำบาก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินและต้องขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที


สรุปแล้ว ตอนเช้าร่างกายของเรากำลังเปลี่ยนจากโหมดหลับไปสู่โหมดตื่น ระบบประสาท ฮอร์โมน หัวใจ และหลอดเลือดกำลังปรับพร้อมกัน ความดันจึงมีโอกาสสูงขึ้นในช่วงนี้ตามธรรมชาติ และในคนที่มีความดันสูงอยู่แล้ว morning surge ยิ่งเป็นเรื่องที่ควรติดตาม


ดังนั้นพรุ่งนี้เช้า ไม่ต้องตื่นแล้วเด้งตัวไปใช้ชีวิตเต็มสปีดทันที ให้เวลาตัวเอง 20 นาที ค่อย ๆ เปลี่ยนท่า นั่งพัก วัดให้ถูก หายใจให้ช้าลง แล้วค่อยขยับเริ่มวัน เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ความดัน "หายสูงใน 20 นาที" แต่คือ ลดสิ่งกระตุ้นที่เราคุมได้ และรู้ค่าความดันเช้าที่แท้จริงของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่มีความดันสูงหรือเคย Stroke การรู้แพตเทิร์นของตัวเองสำคัญมากครับ เพราะบางครั้งตัวเลขตอนเช้ากำลังเล่าเรื่องที่เราไม่เคยเห็นตอนวัดที่โรงพยาบาล

 

ขอบคุณ FB :  หมอเจด