- 27 ส.ค. 2569
พิบัติเนปาล-ทิเบต สัญญาณเตือนวิกฤตโลกร้อน หวั่นปรากฏการณ์ "GLOF" ทะเลสาบน้ำแข็งพังทลาย เปรียบเหมือนระเบิดเวลาบนยอดเขาหิมาลัย
จากเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ น้ำท่วม-ดินถล่มเนปาล บริเวณพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโภเตโกสี ในเขตรสุวาทางตอนเหนือของเนปาล ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูญหายจากเหตุการณ์นี้ 391 ราย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียราว 134 ราย และนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวชาวเนปาลสูญหายอีก 93 ราย
ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงสัญญาณเตือนวิกฤตโลกร้อน จากเหตุการณ์พิบัติเนปาล-ทิเบต
ภาพกระแสน้ำที่พัดพาทุกอย่างราวกับสึนามึที่เกิดขึ้นที่ชายแดนเนปาล ทิเบต ทำให้นึกถึงส่วนหนึ่งในบทความ ภูฎาณ ที่เคยเขียน เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ปัญหาน้ำท่วมจากการพังทลายของทะเลสาบน้ำแข็ง (GLOF - Glacial Lake Outburst Flood) มีการบันทึกอยู่บ้าง และเป็นผลโดยตรงของโลกร้อนที่ทำให้ Glacier Lake บนที่สูงเกิดการละลายอย่างผิดปกติ และกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาสำหรับคนที่อยู่เบื้องล่างตลอดเทือกเขาหิมาลัย
แม้จะยังไม่มีการระบุถึงสาเหตุที่แน่ชัดของมหันตภัยน้ำป่าครั้งนี้ แต่เป็นไปได้สูงที่น่าจะเกี่ยวกับการพังทลายของทะสาบน้ำแข็งด้านบน ภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสัญญานเตือนภัยให้เราต้องเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับชะตากรรมของคนที่สูง..และที่ต่ำ ภูฏาณนับเป็นประเทศที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค อย่างไรก็ตามดินแดนที่สูงแห่งนี้กำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่ตนเองไม่ได้ก่อ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
ปลายปีพ.ศ. 2548 สำนักข่าวบีบีซีของประเทศอังกฤษได้ทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสภาพแวดล้อมและความอยู่รอดของคนภูฏาณไปทั่วโลก รายงานดังกล่าวระบุว่าในอนาคตอันใกล้ภูฏาณและชุมชนหลายแห่งที่อยู่ตามแนวเทือกเขาหิมาลัยอาจต้องเผชิญหน้ากับปัญหาน้ำท่วมจากการพังทลายของทะเลสาบน้ำแข็ง (Glacial Lake Outburst Flood - GLOF) อย่างรุนแรง
ที่ผ่านมาทะเลสาบน้ำแข็ง (Glacial Lake) บนที่สูงและหิมะที่ละลายในหน้าร้อนทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญให้กับพื้นที่ตอนล่างของประเทศอันเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้ภูมิประเทศสูงชันยังทำให้แม่น้ำส่วนใหญ่ไหลเชี่ยวเหมาะแก่การติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของภูฏาณ แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ลักษณะทางกายภาพทั้งสองกลายเป็นอันตรายคุกคามอนาคตของประเทศ
รายงานการศึกษาล่าสุดบ่งชี้ว่าปรากฏการณ์โลกร้อนทำให้อุณหภูมิบนเทือกเขาหิมาลัยเพิ่มสูงขึ้นราวๆ 0.06 องศาเซลเซียสทุกปี น้ำแข็งและธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยจึงเกิดการละลายและหดตัวเกิดเป็นทะเลสาบน้ำแข็ง (Glacial lake) ขึ้นหลายแห่งในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มีการบันทึกว่าในช่วงสิบปีหลังธารน้ำแข็งบางแห่งในภูฏาณหดตัวถึง 20-30 เมตรต่อปี
ปีพ.ศ. 2537 คนภูฏาณส่วนใหญ่ได้รู้จักกับมหันตภัยธรรมชาติที่เกิดจากการพังทลายของทะเลสาบน้ำแข็งเป็นครั้งแรก เมื่อเกิดเหตุการณ์คลื่นน้ำขนาดยักษ์จากขุนเขาซัดเข้าถล่มบ้านเรือนในหุบเขาบริเวณพูนาคา-วังได (Punakha-Wangdue) พูนาคาซองซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น 23 คน ปัญหาน้ำท่วมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่มีปริมาณน้ำในทะเลสาบน้ำแข็งบนที่สูงมากเกินไปจนทำนบกั้นน้ำตามธรรมชาติรับน้ำหนักไม่ไหวและพังทลายลง น้ำปริมาณมหาศาลและเศษวัสดุต่างๆในธรรมชาติจากที่สูงจึงพุ่งเข้าถล่มบ้านเรือนในที่ต่ำ
หลังจากอุบัติภัยในครั้งนั้นรัฐบาลภูฏาณจึงให้ความสำคัญกับการสำรวจทะเลสาบน้ำแข็งทางตอนเหนือ โดยความร่วมมือของรัฐบาลญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เกือบสิบปีให้หลังภูฏาณสำรวจพบทะเลสาบน้ำแข็งทั้งสิ้นถึง 2,674 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 107 ตารางกิโลเมตรในเขตที่สูงทางตอนเหนือ ทะเลสาบหลายแห่งในจำนวนนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการละลายของธารน้ำแข็งอันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้น
“เราต้องคอยจับตาการเปลี่ยนแปลงของทะเลสาบน้ำแข็งเหล่านี้อย่างใกล้ชิดครับ บางทีก็รู้สึกเหมือนกับว่าหลังคาบ้านเรามีระเบิดเวลานับพันลูกติดตั้งอยู่” เอชเช่ ซัมดรุด เจ้าหน้าที่สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ของกรมที่ดินและการสำรวจกล่าว
“ใครจะคิดว่าประเทศที่อยู่สูงอย่างภูฏาณจะต้องกังวลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน (ที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นรุนแรงและกว้างไกลจริงๆ ครับ มันทำให้ผมรู้สึกว่าโลกใบเดียวของเรานี้เชื่อมโยงถึงกันหมดจริงๆ”
จากบทความ ภูฎาณ มหัศจรรย์ธรรมชาติแห่งบูรพาหิมาลัย สารคดี ฉบับที่ 258 สิงหาคม 2549
cr.Petch Manopawitr / ภาพ xinhua
