บุกช่วย นศ.สาว แก๊งคอลฯ ปั่นหัว สูญ 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน

ACSC เปิดนาทีช่วยนักศึกษาสาววัย 19 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญ 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน เตือน Gen Z ตกเป็นเหยื่ออันดับ 1

ACSC เปิดนาทีช่วยนักศึกษาสาววัย 19 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสูญ 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน เตือน Gen Z เหยื่ออันดับ 1

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีหลอกลวงออนไลน์รอบสัปดาห์ พร้อมเผยภารกิจช่วยเหลือนักศึกษาสาววัย 19 ปี หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้จิตวิทยาข่มขู่ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกว่ามีคดีติดตัว ก่อนบังคับให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ สูญเงินไปแล้วกว่า 800,000 บาท และกำลังจะขอเงินจากพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้านบาท แต่ตำรวจเข้าช่วยเหลือได้ทัน

 

บุกช่วย นศ.สาว แก๊งคอลฯ ปั่นหัว สูญ 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน

บุกช่วย นศ.สาว แก๊งคอลฯ ปั่นหัว สูญ 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน

 

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยสถิติการรับแจ้งคดีออนไลน์ รวมถึงผลการสืบสวนจับกุมและช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม-5 กันยายน 2569

พบว่ามีคดีรับแจ้งผ่านเว็บไซต์ ThaiPoliceOnline จำนวน 5,863 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 241 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันที่ 23-29 สิงหาคม 2569 พบว่าจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 84 คดี แต่ความเสียหายลดลงกว่า 19 ล้านบาท

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีจำนวนสูงที่สุด โดยมี 4,349 คดี คิดเป็น 74.2% ของคดีทั้งหมด ขณะที่ประเภทคดีที่สร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงที่สุด คือ “การหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น” มีมูลค่าความเสียหายกว่า 69 ล้านบาท หรือคิดเป็น 28.7%

เปิด 3 จังหวัดแจ้งความออนไลน์สูงสุด

สำหรับจังหวัดที่มีการแจ้งความมากที่สุดในรอบสัปดาห์ ได้แก่

  1. กรุงเทพมหานคร 108 คดี มูลค่าความเสียหาย 75.9 ล้านบาท
  2. นนทบุรี 27 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.5 ล้านบาท
  3. เชียงใหม่ 25 คดี มูลค่าความเสียหาย 180,000 บาท

เมื่อวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหาย พบว่า ผู้หญิงยังตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย ขณะที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด และมีจำนวนผู้เสียหายสูงต่อเนื่องมาหลายเดือน

โดยเมื่อจำแนกตามประเภทคดี กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงติดอันดับผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 การหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 การหลอกลวงด้านการจ้างงาน

เฝ้าระวังชายแดน สกัดขบวนการพาคนเข้าเมือง

สำหรับผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) รับตัวคนไทยที่ถูกส่งกลับจาก สปป.ลาว จำนวน 89 คน และบุคคลไม่มีสัญชาติอีก 3 คน

ทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่า เดินทางไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ที่เรือนพักคำพู บ้านสามเหลี่ยมคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 สำนักงาน

สำนักงานแรกทำหน้าที่เป็นคอลเซ็นเตอร์ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ AIS และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรอง โดยมีกลุ่มนักศึกษาเป็นเป้าหมายในการหลอกลวง ส่วนสำนักงานที่สองทำหน้าที่หลอกลวงในรูปแบบ “รักหลอกลงทุน” หรือ Hybrid Scam

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ทางโทรศัพท์ ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ

อีกคดี ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.3 บก.ทล. จับกุมคนไทย 1 ราย และชาวเวียดนาม 1 ราย บริเวณถนน 359 กม.39-40 ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

จากการสอบสวนผู้ต้องหาชาวไทยให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากนายหน้า 2 ราย ทราบชื่อว่า “นายนะโม” และ “นายแก้ว” ให้พาชาวเวียดนามหลบหนีเข้าเมือง โดยประสานงานว่าจ้างผ่านเฟซบุ๊ก ผู้ต้องหาชาวไทยจะต้องขับรถไปรับชาวเวียดนาม ซึ่งลักลอบเข้าประเทศจากบริเวณปากทางหน้าวัดแห่งหนึ่งใน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อนำไปส่งยังที่พักย่านลาดพร้าว 87 กรุงเทพฯ แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับได้เสียก่อน

เบื้องต้นแจ้งข้อหาซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย ส่วนผู้ต้องหาชาวเวียดนามถูกแจ้งข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ขณะเดียวกัน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.2 บก.ทล. ร่วมกับ กก.5 บก.ปคม. จับกุมคนไทย 2 ราย และชาวจีน 5 ราย บริเวณทางหลวงหมายเลข 41 ประมาณ กม.20 ขาออก ต.วิสัยเหนือ อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร

คดีนี้ผู้ต้องหาชาวไทยให้การว่าได้รับการว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เป็นเงิน 20,000 บาท ให้พาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง โดยชาวจีนลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติจากประเทศกัมพูชา ก่อนเดินทางมายัง ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จำนวน 3 ราย และสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งย่านพระราม 2 ขาออก อีก 2 ราย จากนั้นจะนำทั้งหมดไปส่งที่ อ.จะนะ จ.สงขลา

ในจำนวนชาวจีนที่ถูกจับกุม พบ 2 รายถือหนังสือเดินทางปลอมที่จัดหามาจากฝั่งกัมพูชา

เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย ส่วนผู้ต้องหาชาวจีนถูกแจ้งข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ACSC ช่วยเหยื่อ 18 ราย ระงับเงินก่อนถึงมือมิจฉาชีพ

สำหรับการช่วยเหลือประชาชน ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC ได้ประสานงานร่วมกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างทันท่วงที

สามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่เงินจะถูกโอนไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด 18 ราย รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

 

บุกช่วย นศ.สาว แก๊งคอลฯ ปั่นหัว สูญ 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน

 

เปิดนาทีช่วยนักศึกษาสาววัย 19 ปี สูญเงิน 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน

หนึ่งในเคสสำคัญที่ ACSC เข้าช่วยเหลือ เป็นนักศึกษาหญิงวัย 19 ปี จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน จนผู้ปกครองต้องประสานตำรวจเข้าช่วยเหลือ

ศูนย์ ACSC ได้รับการประสานจากตำรวจภูธรภาค 9 ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือนักศึกษารายนี้ภายในห้องพักย่านพญาไท

ทันทีที่เจ้าหน้าที่แสดงตัว นักศึกษาสาวร้องไห้ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงพยายามปลอบและพูดคุยจนสงบ ก่อนจะทราบว่าเธอถูกมิจฉาชีพหลอกว่าได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่เมื่อตรวจสอบกลับอ้างว่าพบว่ามีคดีติดตัว

จากนั้นมิจฉาชีพโอนสายไปยัง “ตำรวจปลอม” ซึ่งใช้วิธีการบังคับและข่มขู่ให้ผู้เสียหายเก็บเรื่องทั้งหมดเป็นความลับ พร้อมสั่งให้โอนเงินเพื่อใช้ตรวจสอบความบริสุทธิ์

ด้วยความหวาดกลัว นักศึกษาสาวจึงโทรศัพท์ไปหาผู้ปกครองและกุเรื่องขึ้นมาเพื่อขอเงิน ก่อนถอนเงินและนำไปส่งมอบให้มิจฉาชีพ

เบื้องต้นเธอสูญเงินไปแล้วกว่า 800,000 บาท และขณะเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ เธอกำลังจะโทรศัพท์ไปขอเงินจากพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้านบาท ตามคำสั่งของตำรวจปลอม

โชคดีที่เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทัน ทำให้เธอทราบว่าทั้งหมดเป็นกลโกงของมิจฉาชีพ

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานญาติให้เข้ารับตัวผู้เสียหาย พร้อมแนะนำให้รวบรวมพยานหลักฐานและเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

บุกช่วย นศ.สาว แก๊งคอลฯ ปั่นหัว สูญ 8 แสน จ่อขอพ่อแม่เพิ่มอีก 1 ล้าน

 

ACSC ย้ำ ตำรวจจริงไม่สั่งโอนเงิน-ไม่ส่งหมายจับทางไลน์

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เตือนนักเรียน นักศึกษา และประชาชน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ ปปง. และ DSI

ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจจริงจะไม่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้

  • โทรศัพท์มาหาเพื่อแจ้งว่ามีคดีความ
  • ส่งเอกสารราชการ หมายจับ หรือหมายเรียกผ่านทางไลน์
  • วิดีโอคอลเพื่อสอบสวน ขอข้อมูล หรือควบคุมตัว
  • บังคับให้โอนเงินหรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้
  • สั่งให้นำทรัพย์สินไปส่งตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์

หากพบพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็น มิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ประชาชนต้องระวังบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายโทรศัพท์ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร แล้วแจ้งว่าเบอร์โทรศัพท์หรือบัญชีธนาคารเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด หากได้รับสายลักษณะนี้และไม่แน่ใจ ขอให้ตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานต้นทางผ่านช่องทางที่เป็นทางการอีกครั้ง

เตือนผู้ปกครอง สังเกตพฤติกรรมลูกหลาน

ACSC ยังฝากถึงผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน หากพบว่ามีพฤติกรรมผิดปกติ พยายามเก็บตัว หรือปลีกตัวออกจากครอบครัว ควรเข้าไปพูดคุยและตรวจสอบ

โดยเฉพาะกรณีที่บุตรหลานขอให้โอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขอทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลกับมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนโดยตรงอีกครั้ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

หากยังไม่แน่ใจว่ากำลังเผชิญกับขบวนการสแกมเมอร์หรือไม่ สามารถปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ได้ทันที

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยและรูปแบบการหลอกลวงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง

สำหรับผู้ต้องหาหรือจำเลย ยังคงถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น การเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชนควรพิจารณาถึงประโยชน์สาธารณะและสิทธิของผู้ต้องหาประกอบด้วย