- 11 ก.ย. 2569
11 ก.ย.69 ตำรวจคุมตัว “นายโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พร้อม “สีกาเอ๋”หญิงคนสนิท ฝากขังศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 จ.สระบุรี พร้อมค้านประกันตัว
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์กล่าวด้วยว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 11 ก.ย. เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายไปฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 จ.สระบุรี พร้อมฝากถึงประชาชนและพุทธศาสนิกชนที่บริจาคเงินให้วัดผ่านบัญชีของเจ้าอาวาส หากพบหรือรู้สึกว่าเงินที่บริจาคไปแล้วถูกนำไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ สามารถเข้ามาให้ข้อมูลกับกองบังคับการปราบปรามได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันยังฝากเตือนไปยังพระภิกษุที่มีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันให้หยุดการกระทำ หากกองปราบปรามตรวจพบจะดำเนินการอย่างจริงจัง
ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า สำหรับอดีตเจ้าอาวาสรายนี้ได้ลาสิกขาแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.ย. โดยคณะสงฆ์ผู้ปกครองร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ดำเนินการให้ลาสิกขา เนื่องจากพฤติกรรมเสพเมถุนถือเป็นอาบัติปาราชิกและไม่สามารถกลับมาบวชเป็นพระภิกษุได้อีก ทั้งนี้ การลาสิกขาไม่ได้เกิดจากความสมัครใจของเจ้าตัว
ส่วนการป้องกันปัญหาการทุจริตในวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันมีระบบสแกนคิวอาร์โค้ด หรือระบบ e-Donation เพื่อให้เงินบริจาคเข้าบัญชีวัดโดยตรง โดยเงินทุกบาทที่ประชาชนสแกนจะเข้าสู่บัญชีวัด และสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการลดหย่อนภาษีได้ ขณะที่ตู้รับบริจาคยังจำเป็นต้องมีในบางพื้นที่ เนื่องจากประชาชนสูงอายุบางส่วนไม่สามารถใช้ระบบสแกนได้
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังระบุว่า ได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. ลงพื้นที่ตรวจวัดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะวัดที่มีรายได้เข้าจำนวนมากในพื้นที่ปริมณฑล เพื่อป้องกันการทุจริต และยืนยันว่าจะหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ปีนี้เจ้าหน้าที่พยายามเน้นย้ำการดำเนินคดีลักษณะนี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชน หากพบพยานหลักฐานว่าเป็นการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่นำข้อมูลมาให้กองปราบปราม เพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่การทำงานของเจ้าหน้าที่
รอง ผบช.ก.ฝากประชาชน หากพบพระสงฆ์ที่ประพฤตินอกลู่นอกทางหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขอให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาและนำข้อมูลมาแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมกันปกป้องดูแลสถาบันพระพุทธศาสนา ไม่ให้ผู้กระทำผิดอาศัยความเคารพศรัทธาของประชาชนเข้ามาหาผลประโยชน์ เพราะพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและภาพรวมของพระพุทธศาสนา
ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ย้ำว่า การดำเนินการของตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใสและจริงจัง โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับพระที่ผ่านมา ต้องแยกระหว่างพฤติกรรมของบุคคลกับพระพุทธศาสนา คำสอน ประเพณีอันดีงาม สถานที่ และแนวปฏิบัติของสังคม เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ควรนำไปเหมารวมกับพระพุทธศาสนาทั้งหมด
กรณีที่ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการตรวจยึดโต๊ะกลมสีแดงที่อยู่บริเวณวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า ไม่ใช่ประเด็นในคดีอาญา และตำรวจไม่ได้ดำเนินการเฉพาะเรื่องดังกล่าว แต่การดำเนินการหลักคือความผิดทางอาญาที่ผู้ต้องหากระทำ ส่วนเรื่องการประพฤติผิดในพระธรรมวินัยเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ในการดำเนินการทางวินัย
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวว่า การนำสิ่งของดังกล่าวออกจากบริเวณวัดเป็นเรื่องของการจัดการสิ่งที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ โดยเปรียบว่าเป็นการกวาดสิ่งปฏิกูลหรือขยะออกจากวัด เนื่องจากวัดมีทั้งโบราณสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องการให้บุคคลที่เข้าไปตามรอยหรือเช็กอินให้ความสนใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ควรติดตามและให้ความสำคัญกับสิ่งที่สร้างสรรค์ภายในวัด ส่วนจะมีการนำโต๊ะดังกล่าวไปเผาหรือจัดการอย่างไรนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่ตำรวจให้ความสำคัญ สำหรับกรณีจะมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับคดีเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ระบุว่า อาจมีการขยายผลเป็น “ซีซัน 2” หรือ “ซีซัน 3” ได้ แต่ทั้งหมดต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน ไม่ต้องการชี้นำว่าจะเข้าไปตรวจสอบบุคคลใดเป็นพิเศษ หากบุคคลใดบริสุทธิ์ใจก็ไม่ต้องกังวลว่าตำรวจสอบสวนกลางจะเข้าไปก้าวล่วง
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์กล่าวว่า เดิมทีคดีนี้ไม่ต้องการให้เป็นเรื่อ
