- 29 ก.ย. 2569
โป๊ะแตกสลิปปลอม! ตำรวจคอมมานโด!! รวบสาวตีเนียนส่งสลิปปลอมสั่งซื้อเทียนพรรษา ออนไลน์ก่อนยกเลิกขอเงินคืน.
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. สั่งการให้พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. โดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปพ. ร่วมกันจับกุมตัวนางสาวชาลิตาหรือเบียร์ อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน, สนับสนุนการกระทำความผิดโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด โดยจับกุมได้ บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต2 แขวงและเขตจตุจักร กทม. วันที่ 29 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 04.30 น. ที่ผ่านมา
ก่อนการจับกุม ผู้เสียหายประกอบธุรกิจจำหน่ายของสังฆภัณฑ์ อทิเทียนพรรษา สังฆทาน และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ภายในวัด โดยเปิดให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ต่อมาในช่วงกลางปี 2567 ได้มีบุคคลอ้างเป็นลูกค้าติดต่อเข้ามาทางแอปพลิเคชัน LINE สนใจสั่งซื้อ เทียนพรรษาหลายรายการ โดยพูดคุยรายละเอียดการสั่งซื้อกับทางร้านเหมือนลูกค้าตามปกติ จนทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจริง
จากนั้นบุคคลดังกล่าวได้แจ้งว่าได้โอนเงินค่าสินค้าให้ทางร้านแล้วพร้อมส่ง สลิปการโอนเงินมาแสดงเป็นหลักฐาน ทางร้านเข้าใจว่าได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่นานกลับแจ้งกลับว่าไม่ประสงค์จะซื้อสินค้าแล้ว และขอให้ทางร้านโอนเงินคืนจำนวนประมาณ 11,883 บาท โดยใช้สลิปดังกล่าวเป็นหลักฐานประกอบการขอเงินคืน เมื่อร้านเห็นว่ามีหลักฐานการโอนเงิน เพื่อรักษาลูกค้าทางร้านจึงโอนกลับไปโดยทันที
ภายหลังผู้เสียหายตรวจสอบบัญชีธนาคารอย่างละเอียด จึงพบว่าไม่มีรายการเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีแต่อย่างใด ทำให้เชื่อว่าถูกหลอกด้วยการใช้สลิปโอนเงินปลอม ส่งให้ทางร้านเข้าใจผิดและโอนเงินคืนให้คนร้ายจากนั้นผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อติดนามตัวเจ้าของบัญชีที่ระบุในสลิปปลอมที่คนร้ายรายนี้ใช้มาดำเนินคดีกระทั่งตรวจสอบพบว่าเป็นบัญชีของนางสาวชาลิตา อายุ 21 ปี จึงรวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอหมายจับต่อศาล
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปพ. ได้ทำการสืบสวนหาข่าว กระทั่งได้รับแจ้งจากสายลับว่านางสาวชาลิตา อายุ 21 ปี นั้นหลบหนีอยู่ทางภาคเหนือและกำลังเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ตามวันเวลาที่จับกุมจนพบตัวผู้ต้องหายืนอยู่บริเวณชานชาลา เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริง
จากการสอบถามเบื้องต้นให้การอ้างว่า เมื่อช่วงประมาณปี 2567 ตนไม่ทราบว่าบัญชีของตนไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร เพราะบัญชีของตนไม่ได้ให้บุคคลใดใช้และตนยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
จากการสอบถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ยังไม่ปักใจเชื่อตามคำให้การของผู้ต้องหาแต่อย่างใด ก่อนคุมตัวส่งพนักงานาอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตามทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ฝากเตือนไปยัง พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ อย่าหลงเชื่อเพียงสลิปโอนเงินที่ลูกค้าส่งมา เพราะมิจฉาชีพอาจนำสลิปปลอมมาใช้เพื่อหลอกให้ร้านค้าโอนเงินคืน ก่อนส่งสินค้า หรือคืนเงินทุกครั้งควรตรวจสอบยอดเงินเข้าบัญชีจากแอปพลิเคชันธนาคารโดยตรง หากไม่พบยอดเงิน อย่าเพิ่งดำเนินการใด ๆ และหากพบพฤติกรรมน่าสงสัย ควรเก็บหลักฐานการสนทนา สลิป และข้อมูลบัญชีไว้ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย “สลิปอาจปลอมได้ แต่ยอดเงินในบัญชีตรวจสอบได้ อย่ารีบเชื่อ อย่ารีบโอน ตรวจสอบให้ชัวร์ก่อนทุกครั้ง”
