- 30 ก.ย. 2569
เตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพให้ถูกวิธี หมอเจด แนะ 7 ข้อสำคัญ ทั้งการกิน การนอน การดื่มน้ำ และการใช้ยา เพื่อให้ผลเลือดแม่นยำ
"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า
ก่อนตรวจสุขภาพ 1 วัน ห้ามทำอะไรบ้าง? 7 พฤติกรรมที่ทำให้ ผลเลือดเพี้ยนได้
หลายคนเตรียมตัวตรวจสุขภาพดีมากครับ
นัดเจาะเลือด 8 โมงเช้า
ตั้งปลุกเรียบร้อย
ตั้งใจว่าจะอดอาหารตามที่โรงพยาบาลบอก
แต่คืนก่อนตรวจกลับมีหมูกระทะ มีเบียร์ นอนตีสอง หรือบางคนคิดว่า “พรุ่งนี้ตรวจแล้ว วันนี้ขอออกกำลังหนักหน่อย เผื่อค่าจะดีขึ้น”
พอผลออกมา
TG สูง
น้ำตาลสูง
ค่าตับขยับ
Creatinine สูงนิด ๆ
จากตอนแรกที่คิดว่า “มาตรวจประจำปีเฉย ๆ” กลายเป็นนั่งมองตัวแดงในกระดาษทีละค่าเลยครับ
“อันนี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ทำไมปีที่แล้วยังปกติอยู่?”
“หรือช่วงนี้เราใช้ชีวิตหนักเกินไปจริง ๆ?”
เห็นหลายตัวพร้อมกัน ใครก็มีสะดุ้งครับ
แต่ก่อนจะรีบสรุปว่าร่างกายมีปัญหา ผมอยากให้ย้อนกลับไปดู 24 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด ด้วย
เมื่อคืนกินอะไร
ดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่า
ได้นอนกี่ชั่วโมง
ไปออกกำลังหนักมาไหม
ดื่มน้ำน้อยหรือเปล่า
หรือเพิ่งกินอาหารเสริมอะไรบางอย่างมา
เพราะผลเลือดที่ผิดปกติอาจสะท้อนสุขภาพจริง แต่พฤติกรรมช่วงสั้น ๆ ก่อนตรวจ ก็ทำให้บางค่าขยับชั่วคราวจนตีความยากขึ้นได้เหมือนกันครับ
ถ้าพรุ่งนี้มีนัดตรวจสุขภาพ ผมอยากให้เช็ก 7 เรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้เลย
1️⃣ อย่าจัดมื้อใหญ่ผิดปกติ โดยเฉพาะหวานจัด มันจัด และมื้อดึก
คืนก่อนตรวจสุขภาพไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตครับ แต่ก็ไม่ใช่จังหวะเหมาะกับการจัดเต็มแบบ “ไหน ๆ พรุ่งนี้ก็จะรู้ผลแล้ว”
หมูกระทะ ชาบู ของทอด ขนมหวาน น้ำหวาน แล้วต่อมื้อดึกอีกหนึ่งรอบ แบบนี้อาจทำให้ค่าบางอย่าง โดยเฉพาะน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์ แกว่งจากวันปกติได้
โดยเฉพาะถ้าการตรวจไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข fasting ที่เหมาะสม ผลอาจสะท้อนมื้อที่เพิ่งกินมามากกว่าสุขภาพพื้นฐานของเรา
วันก่อนตรวจผมอยากให้กินเหมือนวันธรรมดาครับ
มื้อเย็นปริมาณพอดี
ไม่อด
ไม่จัดหนัก
ไม่กินดึกผิดปกติ
เราไม่ได้พยายามทำคะแนนสอบให้สวย แต่กำลังพยายามให้ผลเลือดสะท้อนชีวิตจริงมากที่สุดครับ
2️⃣ แอลกอฮอล์ขอพักก่อน โดยเฉพาะถ้าจะดู TG ค่าตับ หรือยูริก
สมมติพรุ่งนี้มีนัดตรวจ 8 โมง แต่คืนนี้มีงานเลี้ยง แล้วคิดว่า
“ดื่มนิดเดียวคงไม่เป็นไร”
ตรงนี้ผมอยากให้พักไว้ก่อนครับ
แอลกอฮอล์สามารถกระทบหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งไตรกลีเซอไรด์ กรดยูริก ระดับน้ำตาล ภาวะขาดน้ำ รวมถึงค่าที่เกี่ยวข้องกับตับในบางกรณี
ถ้าผลออกมาผิดปกติ เราก็ต้องมานั่งถามกันต่ออีกว่า
ตัวเลขนี้เป็น “ค่าปกติของร่างกายเรา”
หรือเป็นผลจากเมื่อคืน?
โดยเฉพาะคนที่กำลังติดตามไขมันพอกตับ TG สูง ยูริกสูง หรือมีค่าตับผิดปกติอยู่แล้ว ผมยิ่งไม่อยากให้แอลกอฮอล์เข้ามาปนในภาพครับ
3️⃣ วันก่อนเจาะ อย่าเพิ่งมี “วันทุบสถิติ” ของการออกกำลัง
อันนี้คนดูแลสุขภาพดี ๆ ก็พลาดได้ครับ
พอรู้ว่าจะตรวจเลือด บางคนอยากทำให้เต็มที่ เลยไปวิ่งไกลกว่าเดิม เล่นเวตหนัก หรือซ้อมจนกล้ามเนื้อล้า
แต่กล้ามเนื้อที่เพิ่งทำงานหนักสามารถทำให้ค่าบางอย่างเปลี่ยนชั่วคราวได้
เช่น CK หรือเอนไซม์ที่เพิ่มขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานหรือบาดเจ็บ, AST ที่ไม่ได้มาจากตับอย่างเดียว และ Creatinine ที่อาจขยับในบางบริบทหลังออกกำลังหนัก
ถ้าวันรุ่งขึ้นเห็นค่า AST ขึ้น ก็อาจตกใจเรื่องตับ ทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งเล่นขาหนักจนเดินลงบันไดแทบไม่ได้
วันก่อนตรวจจึงไม่ต้องหยุดขยับครับ
เดินได้
ทำกิจวัตรได้
ออกกำลังตามปกติได้ถ้าเป็นสิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน
แต่ไม่ต้องเพิ่มความหนักเป็นพิเศษเพื่อหวังว่า “พรุ่งนี้ผลจะสวยขึ้น”
4️⃣ อย่านอนดึกแล้วหวังว่าร่างกายจะทำตัวเหมือนวันปกติ
เรื่องนี้ผมว่าโดนกันเยอะครับ
กลางวันทำงาน
กลางคืนเคลียร์งานต่อ
แล้วบอกตัวเองว่า “พรุ่งนี้ค่อยไปตรวจสุขภาพ”
สุดท้ายนอนตีสอง ตื่นหกโมง แล้วไปเจาะเลือดทั้งที่ร่างกายพักไม่ถึงครึ่งคืน
การอดนอนสามารถกระทบการควบคุมระดับน้ำตาล ฮอร์โมนความเครียด ความดัน อัตราการเต้นหัวใจ และความอยากอาหารได้
ถ้าจุดประสงค์ของการตรวจคืออยากเห็นภาพสุขภาพของเรา วันก่อนตรวจก็ควรให้ร่างกายอยู่ใกล้สภาวะปกติที่สุดครับ
ไม่ได้แปลว่าต้องบังคับตัวเองเข้านอนสองทุ่มทั้งที่ปกตินอนห้าทุ่ม
แค่พยายามอย่าให้คืนก่อนตรวจกลายเป็นคืนทำงานโต้รุ่งก็พอ
5️⃣ อย่าเข้าใจว่า “งดอาหาร” แปลว่า “ต้องงดน้ำด้วย”
ผมเจอคนตั้งใจมากครับ
โรงพยาบาลบอกให้งดอาหารหลังเที่ยงคืน
เลยงดน้ำไปด้วย
ตื่นเช้ามาปากแห้ง เวียนหัว เส้นเลือดแฟบ เจาะยาก แล้วบางค่าก็อาจได้รับผลจากภาวะขาดน้ำอีก
ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องน้ำจากแพทย์ เช่น โรคบางอย่างที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำ น้ำเปล่าโดยทั่วไปมักดื่มได้ระหว่าง fasting ตามคำแนะนำของสถานพยาบาล
สิ่งที่ไม่ควรตีความเป็น “น้ำ” ก็คือ
กาแฟ
ชา
เครื่องดื่มหวาน
เครื่องดื่มพลังงาน
หรือน้ำที่เติมอย่างอื่น
ถ้ามีนัดตรวจแบบ fasting แล้วไม่แน่ใจ เอาง่ายที่สุดคือถามโรงพยาบาลว่าเช้าวันตรวจดื่มอะไรได้บ้าง
อย่าอดน้ำจนตัวแห้งเพราะกลัวผลเลือดเสียครับ
6️⃣ อย่าเพิ่มอาหารเสริมชุดใหม่คืนก่อนตรวจ
คืนก่อนตรวจไม่ใช่เวลาลองของครับ
บางคนเห็นว่าพรุ่งนี้จะเจาะเลือด ก็หยิบวิตามิน สมุนไพร หรืออาหารเสริมหลายตัวมากินพร้อมกัน เพราะคิดว่า “กินไว้ก่อนก็ดี”
จริง ๆ แล้วอาหารเสริมบางชนิดสามารถรบกวนการตรวจได้
ตัวอย่างที่คนมักไม่รู้คือ Biotin หรือวิตามิน B7 ซึ่งพบในอาหารเสริมบำรุงผม ผิว เล็บ และสามารถรบกวนผลตรวจบางชนิด โดยเฉพาะการตรวจฮอร์โมนและการทดสอบบางประเภท
สมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิดก็มีผลต่อตับ ไต น้ำตาล หรือการแข็งตัวของเลือดได้ในบางคน
ถ้ากินอยู่เป็นประจำ อย่าหยุดเองแบบสุ่มครับ
แต่สิ่งที่ควรทำคือเตรียมชื่อหรือถ่ายรูปฉลากไว้ แล้วแจ้งแพทย์หรือห้องแล็บว่ากินอะไรอยู่
เพราะข้อมูลนี้บางครั้งช่วยอธิบายค่าที่ดูแปลกได้มากกว่าที่คิด
7️⃣ ยาประจำอย่าหยุดเองเพราะอยากรู้ “ค่าจริง”
ตรงนี้ผมจริงจังที่สุดข้อหนึ่งครับ
บางคนจะคิดประมาณว่า
“พรุ่งนี้ตรวจน้ำตาล ไม่กินยาเย็นนี้ดีกว่า จะได้รู้ว่าน้ำตาลจริง ๆ เท่าไร”
หรือ
“ตรวจไขมัน งั้นหยุดยาสักวันจะได้รู้ว่าร่างกายเราเป็นยังไง”
แต่ค่าที่ได้หลังหยุดยาที่ควรกิน อาจไม่ใช่ “ค่าจริงตามธรรมชาติ”
มันอาจเป็น ค่าหลังการรักษาถูกหยุดชั่วคราว และบางกรณีก็ไม่ปลอดภัยด้วย
ยาบางตัวควรกินตามปกติ
บางตัวต้องเลื่อนเวลา
บางตัวต้องสัมพันธ์กับอาหาร
บางตัวแพทย์อาจมีคำสั่งเฉพาะก่อนตรวจ
เพราะฉะนั้นเรื่องยาอย่าใช้วิธีเดาครับ
ถ้าไม่แน่ใจว่าเช้าวันตรวจต้องกินหรือไม่ ให้ถามโรงพยาบาลหรือแพทย์ก่อนวันนัด
ถ้าพรุ่งนี้มีนัดตรวจสุขภาพ วันนี้ใช้ชีวิตแบบไหนดี?
ไม่ต้องเตรียมตัวจนเครียดครับ เอาหลักง่าย ๆ
• กินมื้อเย็นตามปกติ ไม่จัดหวาน มัน หรือบุฟเฟต์หนักผิดจากชีวิตประจำวัน
• เลี่ยงแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะถ้ากำลังติดตามไขมัน ตับ หรือยูริก
• ไม่ออกกำลังหนักผิดปกติในวันก่อนตรวจ
• นอนให้ใกล้เคียงเวลาปกติและพยายามให้พอ
• ถ้าต้อง fasting ให้ทำตามเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด และเรื่องน้ำให้ยึดคำแนะนำของสถานพยาบาลเป็นหลัก
• เตรียมรายชื่อยา อาหารเสริม และสมุนไพรที่ใช้อยู่
• ถ้าไม่แน่ใจเรื่องยา การอดอาหาร หรือวิธีเตรียมตัว ให้ถามสถานพยาบาลก่อนเลยครับ
ผมมองผลเลือดเหมือนรูปถ่ายสุขภาพใบหนึ่ง
ถ้าก่อนถ่ายเรากินหนัก ดื่มหนัก ออกกำลังโหด นอนน้อย หรือเปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่างกะทันหัน ภาพที่ได้ก็อาจไม่ใช่ภาพที่อ่านง่ายที่สุด
วันก่อนตรวจจึงไม่ต้อง “ทำตัวดีเกินจริง”
แค่ใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงปกติ
เลี่ยงสิ่งที่ทำให้ค่าบางตัวแกว่งมาก
พักผ่อนให้พอ
และทำตามคำแนะนำของโรงพยาบาลเรื่อง fasting กับยาให้ชัดเจน
พอผลออกมา ต่อให้มีตัวแดงบ้างก็ไม่ต้องรีบกลัวครับ
เพราะหน้าที่ของผลตรวจไม่ใช่มาตัดสินว่าเราสุขภาพดีหรือแย่ในกระดาษใบเดียว
มันมีไว้บอกว่า ตอนนี้มีตรงไหนที่ควรหันกลับมาดูให้มากขึ้น แล้วค่อยจัดการจากของจริงที่เห็นครับ
ใครมีนัดตรวจสุขภาพพรุ่งนี้ ลองเช็กตั้งแต่วันนี้เลยครับว่า มีข้อไหนที่กำลังจะเผลอทำอยู่หรือเปล่า
