- 07 ต.ค. 2569
เรื่องนี้ใครถูกกระทำ พญ.อุมาพร เปิดมุมมองเรื่องราวของ แม่ภัทร ผู้ถูกจับตัวไปกักขังอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ ย้ำเป็นบทเรียนสำคัญเตือนสติทุกครอบครัว
ศาสตราจารย์ พญ.อุมาพร ตรังคสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจและช่อง "ปั้นใหม่ โดยอาจารย์หมออุมาพร" ออกมาแสดงความคิดเห็นกับประเด็นในรายการโหนกระแส กับเรื่องราวของปัญหาความรุนแรงที่มีต่อผู้สูงอายุ และ ความรุนแรงในครอบครัว ขอบอกตรงๆว่าไม่เคยดูรายการ โหนกระแส นานเกินกว่า 5 นาทีเลย ครั้งนี้เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ใช้เวลาดูอยู่เกือบ 3 ชั่วโมง
เรื่องราวของ แม่ภัทร ผู้ถูกจับตัวไปกักขังอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ (น่าจะเรียกว่าสถานกักกันมากกว่า) นานถึง 2 ปี แสดงให้เห็นถึงลักษณะของลูกที่ ขาดมโนธรรม (conscience) ขาดความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และขาดความกตัญญู (gratitude) ได้อย่างชัดเจน
เราสามารถเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ความรุนแรงในครอบครัว (family violence) ความรุนแรงนี้เกิดขึ้นมายาวนานตั้งแต่ลูกยังเล็ก จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อแม่แก่ตัวลง ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ (elder abuse ) โดยใช้วิธีลักพาตัว (elder abduction) ไปหน่วงเหนี่ยวกักขัง ไร้ซึ่งอิสรภาพและการใช้ชีวิตที่ดีและมีศักดิ์ศรีพอ รวมทั้งยังถูกทำร้ายร่างกายโดยบุคคลอื่นอีกด้วย
ฟังเรื่องราวของทุกคนในเวลา 3 ชั่วโมงแล้วอาจารย์ก็อยากจะสรุปดังนี้
1.กลไกของความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นกลไกที่ซับซ้อน ไม่มีปัจจัยใดปัจจัยเดียวเป็นตัวผลักดัน
2.ในบ้านนี้น่าจะเริ่มต้นจากการที่แม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องทำมาหากินเลี้ยงดูลูก 2 คน (แต่เธอเป็นคนเก่งมาก อันนี้อาจารย์ต้องขอยอมรับว่าดูจากวิธีพูดคุยและวิธีเอาตัวรอดของเธอ รวมทั้งการเป็นคนที่อดทนและคงมีความหวังอยู่เสมอว่า "ฉันต้องไม่ตายในคุกนี้ ฉันต้องรอด")
ภาระของแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นอะไรที่หนักหน่วงมากทั้งทางด้านกายภาพ อารมณ์จิตใจและการเงิน เดาว่าเธอคงพยายามเลี้ยงลูกอย่างดีที่สุดแต่อาจจะไม่ได้มีความอ่อนโยนทางอารมณ์ ที่ลูกสามารถรับรู้ได้ จะเห็นได้จากวิธีพูดคุยกันในแชทที่ใช้คำว่า "มึง-กู" รวมทั้งการอารมณ์เสียอาละวาด ลูกคงอยู่ในสภาพนี้มานานและเกิดความรู้สึกกดดันทางอารมณ์ สำหรับลูกชายนั้นแยกบ้านออกไปก็สามารถหลุดออกไปจากภาวะนี้ แต่ลูกสาวต้องอยู่กับแม่ ในที่สุดวันหนึ่งลูกสาวอาจจะทนไม่ไหว จึงขอร้องให้พี่ชายช่วยพาแม่ไปรักษา
ตรงนี้ก็เลยเข้าทางของพี่ชายในเรื่องทรัพย์สินและกิจการของแม่ เรื่องก็เลยกลายเป็นว่าแทนที่จะพาแม่ไปรักษาในที่ที่ดีงาม (ในประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่รักษาทางด้านจิตเวชที่ดีๆหลายแห่ง) แม่ก็เลยลงเอยในนรกยาวนานถึง 2 ปี
ลูกที่เติบโตขึ้นมาในบ้านที่ขาดความอ่อนโยนทางอารมณ์ (บางบ้านอาจจะรุนแรงจนกระทั่งอาจจะเข้าข่ายการทำร้ายทารุณทางอารมณ์ -emotional abuse รวมทั้งการทำร้ายร่างกาย -physical abuse) พอถึงจุดหนึ่งก็จะรู้สึกถูกกดดัน เมื่อแสดงออกมาไม่ได้ก็จะซ่อนความโกรธเอาไว้
จริงๆแล้ว เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นถามว่าใครเป็นเหยื่อ?
คำตอบก็คือ ทั้ง 3 คนในบ้านนี้ต่างก็เป็นเหยื่อ เรากระทำต่อกันและกันเป็นวงจร น่าจะเริ่มต้นโดยแม่กระทำต่อลูกในช่วงเวลาของการเติบโตขึ้นมา อาจารย์เดาว่าลูกเองคงไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ทางด้านอารมณ์อย่างดีพอ เพราะแม่คงเครียดในการเลี้ยงดู และพอแม่อายุมากขึ้น ปัญหาทางอารมณ์ก็อาจจะมากขึ้นในแบบของผู้สูงอายุ
(ผู้สูงอายุหลายคนมีอารมณ์รุนแรง โมโห ด่าคำหยาบ มีคนไข้ผู้ใหญ่หลายคนที่ต้องดูแลพ่อแม่และมาปรึกษาอาจารย์ด้วยเรื่องว่าพ่อแม่อารมณ์เสียง่าย อารมณ์ร้อนขี้โมโห อยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุข)
เมื่อลูกรู้สึกตนเองเป็นเหยื่อของอารมณ์แม่ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจึงใช้วิธีพาแม่ออกไปเสียจากชีวิต แต่บังเอิญวิธีที่ใช้นั้นรุนแรงไปหน่อย เนื่องจากมีปัจจัยในเรื่องของทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
สรุปสั้นๆก็คือปัญหาความรุนแรงที่มีต่อผู้สูงอายุ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง สำหรับเคสนี้ ปัจจัยที่เห็นชัดๆก็คือ
-การเติบโตมาด้วยภาวะ emotional abuse (ทำให้รู้สึกถูกกดดัน ขาดการพัฒนามโนธรรม ความเห็นอกเห็นใจและความกตัญญูรู้คุณ)
-การพยายามหลีกหนีจากการควบคุมและอารมณ์แรงของแม่
-การแสวงประโยชน์ทางด้านการเงินจากแม่ (financial exploitation)
การที่พ่อแม่แยกทางกันก็อาจจะทำให้ลูกทั้งสองคนเติบโตมาโดยขาดการประคับประคองจากพ่อ (แต่มีหลายบ้านที่แม้พ่อไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงดู พ่อก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาของลูก ซึ่งเท่ากับเป็นปัจจัยป้องกันไม่ให้ปัญหาลงเอยอย่างรุนแรงแบบเคสนี้)
ขอเพิ่มอีกนิดตอนที่ฟังพี่ชายอธิบาย : ที่พี่ชายอ้างว่าไม่รู้ว่าสถานที่นั้นเป็นแบบนั้น เห็นในโบรชัวร์สภาพแวดล้อมดูดี ส่งไลน์กันกับผู้ดูแลก็เห็นแม่อยู่ในสภาพที่ดี ฯลฯ เหล่านี้อาจารย์คิดว่าฟังไม่ขึ้น ถ้าลูกมีมโนธรรมและมีความกตัญญู เมื่อลูกพาแม่ไปรักษาลูกจะต้องอยู่คุยกับหมอ เพื่อซักถามว่าแม่มีอาการอย่างไร
โดยทั่วไปแล้วถ้าไม่อาละวาดจนทำร้ายตัวเองหรือทำร้ายคนอื่นแพทย์จะไม่รับไว้ในโรงพยาบาล อย่างดีก็ให้ยาเพื่อให้อารมณ์สงบลง ถ้าจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลลูกก็จะต้องไปเยี่ยม เป็นไปไม่ได้ที่จะแค่โทรศัพท์ แล้วคุยกับผู้ดูแล แล้วไม่รับกลับบ้าน ไม่มีคนป่วยคนไหนที่โรงพยาบาลจะให้อยู่จนถึง 2 ปี จริงๆแค่เดือนเดียว พออาการ stable แพทย์ก็จะให้คนไข้กลับไปเยี่ยมบ้าน ที่เราเรียกว่า home visit แล้วทั้งนี้เพื่อดูว่าสามารถที่จะจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้หรือยัง
อาจารย์ไม่ขอวิเคราะห์ในเรื่องของคู่สมรสและกิจการที่เธอทำ เพราะต้องการที่จะให้ความรู้เฉพาะเรื่องของกลไกของความรุนแรงในครอบครัวเท่านั้น
สรุปสุดท้ายก็คือ ผู้สูงอายุทุกคนต้องดูแลตัวเองให้ดีนะคะ
ปล. ใครสนใจเรื่องปัญหาครอบครัวสามารถอ่านหนังสือ จิตบำบัดและการให้คำปรึกษาครอบครัว ที่อาจารย์เขียนไว้ได้
