- 07 ต.ค. 2569
"ลุงช้าง" เปิดใจ แฉถูกอุ้มเข้าศูนย์พักพิงฯกาญจนบุรี นาน 3 เดือน ถูกพันธนาการบน “เตียงปลาปิ้ง” ตัดขาดโลกภายนอก หากไม่ได้พี่สาวเข้ามาช่วยเหลือ คงแย่
จากกรณีบรรดาผู้เสียหาย ที่ได้มาออกรายการ “โหนกระแส” ในวันที่ 7 ก.ย.69 เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์หลังถูกกลุ่มบุคคลนำตัวออกจากบ้านพักไปกักขังไว้ภายใน "โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม" ศูนย์พักพิงใน อ.ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี นานกว่า 3 เดือน โดยมีการใช้อุปกรณ์พันธนาการและกักขังรวมกับผู้ป่วยจิตเวช ก่อนได้รับการช่วยเหลือออกจากสถานที่ดังกล่าวในเวลาต่อมา
โดยหรือ “ลุงช้าง” หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยก่อนเกิดเหตุตนมีปากเสียงทะเลาะกับภรรยาภายในบ้านพัก ต่อมามีกลุ่มบุคคลจำนวน 3 คน ขับรถยนต์ของมูลนิธิแห่งหนึ่งเข้ามาติดต่อรับตัวถึงบ้าน
เมื่อตนสอบถามถึงจุดหมายและสถานะของกลุ่มคนดังกล่าว ได้รับคำตอบว่าจะพาไปส่งที่สถานีตำรวจ แต่เมื่อรถออกเดินทางกลับใช้เส้นทางอื่น ตนจึงเกิดความสงสัยและพยายามต่อสู้ขัดขืน ทำให้ถูกกลุ่มบุคคลดังกล่าวยึดกระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือ พร้อมนำกุญแจมือมาพันธนาการยึดติดไว้กับเบาะรถ ก่อนจะอ้างว่าจะพาไปส่งโรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม เนื่องจากสงสัยว่าตนมีอาการทางจิต อย่างไรก็ตาม เส้นทางเดินทางกลับมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีแทน
เมื่อเดินทางถึงจุดหมาย ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงแห่งหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่อีกประมาณ 3 คนเข้ามานำตัวตนเข้าไปภายใน อาคารดังกล่าวไม่ใช่โรงพยาบาลตามที่อ้าง จากนั้นตนถูกบังคับเปลี่ยนชุด ถอดกางเกง ใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ และถูกจับนอนบนโครงสร้างที่เรียกว่า “เตียงปลาปิ้ง” ซึ่งมีลักษณะเป็นฝาครอบปิดพับลงมาได้ ตนถูกพันธนาการอยู่บนเตียงดังกล่าวนานประมาณ 1–2 ชั่วโมง จนกระทั่งส่งเสียงร้องขอเข้าห้องน้ำ เจ้าหน้าที่จึงประสานงานไปยังบุคคลที่เรียกว่า “คุณแมว” ก่อนยอมเปิดลูกกรงให้ตนไปเข้าห้องน้ำ โดยมีเงื่อนไขห้ามก่อความวุ่นวาย
ต่อมา ลุงช้าง ถูกย้ายไปควบคุมตัวอยู่ที่ “ตึกเหลือง” ภายในศูนย์พักพิงดังกล่าวเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน โดยต้องนอนรวมห้องกับผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวช ทั้งที่ตนยืนยันว่าไม่มีอาการทางจิตแต่อย่างใด ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ตนต้องเผชิญกับภาวะความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ยังอ้างว่าเคยพบเห็นผู้สูงอายุและผู้ถูกควบคุมตัวรายอื่นถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายด้วยไม้พายและใช้กำลังประทุษร้ายเมื่อส่งเสียงโวยวาย
ในระหว่างที่ถูกกักขัง ตนเคยพยายามเจรจากับเจ้าของศูนย์และ “คุณแมว” เพื่อขออิสรภาพ โดยยินดีชำระเงินชดเชยให้เท่ากับจำนวนที่ครอบครัวจ่ายเป็นค่าจ้าง แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยฝ่ายบริหารของศูนย์ระบุว่าจะรับฟังข้อเรียกร้องเฉพาะผู้ที่มีชื่อเซ็นสัญญาจ้างนำตัวเข้ามาเท่านั้น นอกจากนี้ ทางศูนย์ยังมีการจำกัดสิทธิการติดต่อกับบุคคลภายนอกอย่างสิ้นเชิง โดยอนุญาตให้ติดต่อได้เฉพาะผู้ที่นำตัวมาส่งเท่านั้น
ความช่วยเหลือเกิดขึ้นหลังจากบุตรชายของผู้เสียหายและเพื่อนในวงการเครื่องมือแพทย์ ได้ช่วยกันออกสืบหาเบาะแสศูนย์พักพิงในรัศมี 100 กิโลเมตร จนกระทั่งพบเบาะแสที่ตั้ง จากนั้นพี่สาวของผู้เสียหายจึงนำหลักฐานเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเข้าทำการช่วยเหลือลุงช้างออกจากศูนย์พักพิงดังกล่าวได้สำเร็จ
ในช่วงท้ายของการเปิดใจ ลุงช้างได้แสดงความอัดอั้นตันใจจนร้องไห้ ออกมา หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากพี่สาวในครั้งนี้ ตนไม่อาจทราบได้เลยว่าชะตากรรมของตนเองจะเป็นอย่างไรต่อไป ขณะที่ประเด็นการดำเนินคดีและการตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานของศูนย์พักพิงดังกล่าว อยู่ระหว่างการขยายผลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
