- 26 ส.ค. 2559
รู้จริง... รู้แจ้ง... ทุกเรื่องราวพระอริยสงฆ์ http://panyayan.tnews.co.th
ของดีของขลัง...ของหลวงปู่มั่นที่ให้เสรีไทย!!!
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๗ เป็นปีที่คณะเสรีไทยกำลังโด่งดังมาก บ้านหนองผือก็เป็นอีกแห่งที่คณะเสรีไทยได้เข้าไปตั้งค่ายเพื่อฝึกอบรมคณะครูและประชาชนชายหนุ่มให้ไปเป็นกองกำลังทหารต่อสู้ขับไล่ทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้น
คุณครูหนูไทย สุพลวานิช (ชาวบ้านหนองผือผู้อยู่ในเหตุการณ์และเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว) เป็นผู้หนึ่งที่ถูกเกณฑ์ให้ไปฝึกอบรมในค่ายนี้
เป็นธรรมดาสัญชาตญาณของคนเราที่เมื่อตกอยู่ในภาวะเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะทำให้ต้องแสวงหาสิ่งพึ่งพิงทางใจในยามคับขัน ฉะนั้น ช่วงเวลาว่างในการฝึก คุณครูหนูไทยก็จะนั่งพักผ่อนตามอัธยาศัย พูดคุยสรวลเสเฮฮากับหมู่เพื่อนร่วมค่ายหลายเรื่องหลายราว จนกระทั่งมาถึงเรื่องของดีของขลังของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะมาถึงตัว ก็มีเพื่อนคนหนึ่งในจำนวนนั้นได้พูดขึ้นว่า
“ท่านพระอาจารย์ใหญ่ในวัดป่าบ้านหนองผือ...ทราบข่าวว่าท่านเป็นพระดีองค์หนึ่ง พวกเราจะไม่ลองไปขอของดีกับท่านดูบ้างหรือ ... ท่านคงจะให้พวกเรา”
ด้วยคำพูดของเพื่อนจึงทำให้คุณครูหนูไทยนำไปคิดเป็นการบ้าน
วันต่อมา คุณครูหนูไทยหาแผ่นทองมาได้แผ่นหนึ่ง นำมาตัดเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ วางใส่จานขันธ์ห้า แล้วให้โยมผู้เฒ่าทายกวัดนำแผ่นทองไปถวายพระอาจารย์มั่นที่วัดในตอนเช้าเพื่อให้ท่านทำหลอดยันต์ให้ แต่โยมผู้เฒ่าที่นำแผ่นทองไปนั้นไม่กล้าเข้าไปหาพระอาจารย์มั่นโดยตรง พระอุปัฏฐากจึงเข้าไปลองถามท่านดูก่อน พระอาจารย์มั่นได้พูดตอบพระอุปัฏฐากว่า
“เขาอยากได้กะเฮ็ดให้เขาสั้นตั๊ว” (เขาต้องการก็ทำให้เขาได้...จะเป็นอะไร)
เมื่อพระอุปัฏฐากเข้าใจแล้วจึงบอกให้โยมผู้เฒ่าเอาแผ่นทองนั้นมาให้ท่าน รออยู่ประมาณสามวัน พระอุปัฏฐากก็นำหลอดยันต์นั้นมาให้ แล้วโยมผู้เฒ่าคนนั้นจึงนำมาให้คุณครูหนูไทย คุณครูหนูไทยเมื่อได้ของดีแล้วก็ดีอกดีใจเป็นอันมาก ทะนุถนอมเก็บรักษาไว้ในที่มิดชิด และนำติดตัวไปในทุกสถานที่เลยทีเดียว
วันหนึ่ง หลังว่างจากการฝึกอบรม คุณครูหนูไทยจึงเดินเที่ยวเล่นไปทางด้านหลังสนาม เผอิญเหลือบไปเห็นพวกเพื่อนสามสี่คนกำลังทำอะไรกันอยู่ข้างมุมสนาม คุณครูหนูไทยจึงเดินไปดูก็เห็นพวกเขากำลังทดลองจะยิง “เขี้ยวหมูตัน” ด้วยอาวุธปืน เมื่อเขาทดลองยิงแล้วก็ปรากฏว่า “เขี้ยวหมูตัน” ที่ถือว่าเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแตกกระจายไปคนละทิศละทาง
เพื่อนคนที่เป็นเจ้าของเขี้ยวหมูตันหน้าถอดสีไปหมด ส่วนเพื่อนคนที่เป็นคนยิงคงจะย่ามใจ หันหน้ามาถามคุณครูหนูไทยที่เดินเข้าไปสมทบทีหลังว่า “มีของดีอะไรมาลองบ้างเพื่อน?!”
ด้วยความซื่อและความเป็นเพื่อน คุณครูหนูไทยจึงตอบเขาไปว่า “มีอยู่”
แค่นั้นแหละ...เพื่อนคนนั้นก็ก้าวเท้าเข้ามาเอามือล้วงไปที่กระเป๋าเสื้อของคุณครูหนูไทยพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ไหน...เอาของดีมาลองดูหน่อยซิ”
คุณครูหนูไทยคิดไม่ถึงว่าเพื่อนจะกล้าทำได้เช่นนั้น แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว วัตถุสิ่งนั้นจึงติดมือเพื่อนคนนั้นไป คุณครูหนูไทยวอนขออย่างไร เขาก็ไม่ยอมคืนให้ท่าเดียว
ในที่สุด เพื่อนคนนั้นก็นำตะกรุดยันต์นั้นไปวางที่ระยะห่างประมาณสัก ๓-๔ วา แล้วเขาก็ถอยกลับมายกปืนขึ้นเล็งไปที่ตะกรุดยันต์ เพื่อนทุกคนที่อยู่ที่นั่นเงียบกริบ ต่างคนก็ต่างเอาใจไปจดจ่อที่จุดเดียวกัน สักครู่คนยิงจึงกดไกปืนเสียงดัง “แชะ-แชะ” แต่ไม่ระเบิด ทั้งหมดต่างตกตะลึง
ครั้งที่สาม เขาลองหันปลายกระบอกปืนนั้นขึ้นบนฟ้าแล้วกดไกอีกครั้ง ปรากฏว่า เสียงปืนกระบอกนั้นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ส่วนคุณครูหนูไทยนึกขึ้นได้จึงใช้จังหวะนั้นกระโดดวิ่งเข้าไปหยิบตะกรุดยันต์นั้นอย่างรวดเร็ว แล้วกำไว้ในมืออย่างหวงแหนที่สุด ถึงแม้พวกเพื่อนๆ จะขอดูขอชม ก็ไม่อยากให้ แล้วเดินบ่ายเบี่ยงไปทางอื่น แต่พวกเพื่อนก็ขอดูขอชมจนได้ เสร็จแล้วทุกคนจึงพากันเลิกรา กลับไปที่พักของตนด้วยความฉงนสนเท่ห์และตื่นเต้นในอภินิหารตะกรุดยันต์ของพระอาจารย์มั่นเป็นอย่างมาก
ภายหลัง บางคนทราบข่าวจึงพากันไปขอของดีจากพระอาจารย์มั่นที่วัด ส่วนมากจะได้เป็นแผ่นผ้าลงอักขรคาถาด้วยยันต์ สำหรับตะกรุดแผ่นทองนั้นไม่ค่อยมี เพราะแผ่นทองสมัยนั้นหายากมาก
ต่อมาไม่นาน พระอาจารย์มั่นคงเห็นว่ามากไปจนเกินเลย จึงบอกให้เลิก ท่านบอกว่า สงครามเขาจะสงบแล้ว ไม่ต้องเอาก็ได้ พวกตะกรุดยันต์ ผ้ายันต์ เหล่านั้นมันเป็นของภายนอก
ตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านหนองผือเลยไม่กล้าขอท่านอีก และก็เป็นความจริงตามที่พระอาจารย์มั่นพูด คือ ยังไม่ถึง ๗ วัน ก็ได้ทราบข่าวว่า เครื่องบินทหารอเมริกันบินไปทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น อย่างย่อยยับ จนในที่สุด ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม และสงครามในครั้งนั้นก็สงบจบสิ้นลงดังที่พวกเราทั้งหลายได้รู้กันแล้วในหน้าประวัติศาสตร์นั่นเอง
ที่มา : หนังสือ “บูรพาจารย์”
