ที่สุดแห่งรัก!...“ฉันยังเด็กมากและไม่เคยมีความรักมาก่อน” และ“มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน”…พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ...

ติดตามเรื่องดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th

ภายหลังจากการฉลองพระราชพิธี “ทรงหมั้น” แบบ “เงียบๆ เรียบง่าย” ที่จัดขึ้นพร้อมกับพิธีมงคลเนื่องในงานวันเกิดของ “พระคู่หมั้น” ได้ผ่านพ้นไปเพียงวันเดียว “ข่าวใหญ่” ก็ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษว่า
“กษัตริย์ไทยทรงหมั้นธิดาเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม”
เท่านั้นเองสถานเอกอัครราชทูตไทยก็คับคั่งไปด้วยกลุ่มผู้สื่อข่าวและประชาชนซึ่งมาติดตามและสอบถามเกี่ยวกับ “ข่าวดี” นี้อย่างไม่ขาดสายในขณะที่เสียงกริ่งโทรศัพท์แสดงความยินดีที่ต่อสายมาจากทั่วทุกภาคในประเทศอังกฤษก็ดังรัวขึ้นโดยไม่ขาดระยะเช่นกัน
แล้วในระยะ ๒-๓ วันนั้นทั้งภาพและข่าวเกี่ยวกับพระราชพิธี “ทรงหมั้น” ก็ได้รับการเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ในต่างประเทศอย่างครึกโครมอยู่หลายวันติดต่อกันโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ในกรุงลอนดอนได้ลงข่าวนี้พาดหัวในหน้าแรกและมีภาพหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ในอิริยาบถต่างๆ มากมายตามแต่จะเสาะหาได้ในช่วงนั้น
ในขณะที่ฝั่งประเทศไทยข่าวนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วประเทศในราวต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ช่วงนั้นเหล่าสื่อมวลชนไทยต่างได้ติดตามสืบเสาะหาข่าวกันเป็นการใหญ่และ “กระแสข่าว” ที่มาจากหลากหลายแหล่งที่มาจนกระทั่งเป็นที่สับสนกันทั่วไปในขณะนั้นก็ทำให้ในเวลาต่อมาราชเลขานุการในพระองค์ประจำ ณ นครโลซานน์ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้รายงานมายังประเทศไทยโดยทางโทรเลขลงวันที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๒ มีความว่า
“พระราชพิธีประกอบการหมั้นเป็นทางการระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ กับหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ กิติยากรได้ทรงกำหนดแน่นอนแล้วในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ตำบลแอชเบิร์น กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จึงแจ้งให้รัฐบาลทราบและประกาศแก่ประชาชนด้วย”
นับว่าข่าวที่พระมหากษัตริย์ของไทย “ทรงหมั้น” ได้สร้างความตื่นเต้นปีติและชื่นชมโสมนัสให้กับชาวไทยทั้งประเทศอย่างที่สุด รวมถึงชาวต่างชาติที่ทราบข่าวต่างให้ความสนใจเป็นอันมากเช่นเดียวกัน จึงเป็นประเด็นที่สำนักข่าวต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศล้วนให้ความสนใจเสาะหาข่าวด้วยวิธีการต่างๆ มารายงานกันเป็นที่เอิกเกริกในช่วงเวลานั้น
หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง (ไม่ระบุ) ประจำวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เสนอข่าวว่า
“พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานชื่อดังกล่าวให้ (สิริกิติ์) ซึ่งแปลว่า ‘ศรีแห่งตระกูล’ และนิมิตอันนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอได้เป็นศรีแห่งตระกูล ‘กิติยากร’ แล้วจริงๆ...”

ที่สุดแห่งรัก!...“ฉันยังเด็กมากและไม่เคยมีความรักมาก่อน” และ“มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน”…พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ...
 

ขณะที่หนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทม์ส (SUNDAY TIMES) ในสิงคโปร์ ฉบับวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้เสนอข่าวอย่างละเอียดถึง “ว่าที่พระราชินีของไทย” ว่า

“หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรธิดาอายุ ๑๗ ปี ของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ผู้มีสิริโฉมอันทรงเสน่ห์ดวงเนตรดำขลับ มีความรักในองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทยพระชนมายุ ๒๑ พรรษา ซึ่งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากรได้พบเห็นครั้งแรกเมื่อปีกว่ามานี้...”
หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ยังได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวด้วยว่า
“ฉันยังเด็กมากและไม่เคยมีความรักมาก่อน”
และ“มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน”
นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของอังกฤษหลายฉบับที่ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับ “พระคู่หมั้น” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยเอาไว้อย่างหลากหลาย เช่น หนังสือพิมพ์ “สตาร์” ได้ขอสัมภาษณ์หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์โดยโทรศัพท์ทางไกลและลงข่าวพระราชพิธีหมั้นซึ่งประกอบขึ้นอย่างละเอียด เป็นต้น
กล่าวได้ว่าด้วยสิริโฉมงดงามตามคุณสมบัติแห่ง “เบญจกัลยาณี” กับทั้งกิริยาที่งามสง่าทว่าอ่อนหวานแช่มช้อยละมุนละไม ถ้อยเจรจาไพเราะ หากแต่คมคายด้วยภูมิปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยแย้มสรวลอันงามกระจ่างสดใสราวกับจะนำพาแสงสว่างมาสู่โลกได้ทั้งใบ ของ “ว่าที่ราชินี” แห่งประเทศไทยนั้นเสมือนเป็นมนต์เสน่ห์ตรึงตราอยู่ในหัวใจผู้คนทั่วโลก
ยิ่งต่อมาภายหลังเมื่อฐานันดรศักดิ์แห่ง “พระคู่หมั้น” เปลี่ยนไปเป็น “สมเด็จพระราชินี” ด้วยแล้ว พระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติเคียงคู่กับองค์พระมหากษัตริย์ในทุกสถานที่และทุกโอกาส ก็ยิ่งราวกับจะเพิ่มพูนพระสิริโฉมให้กับพระองค์มากขึ้นเป็นทบทวีดังบทความสดุดีที่ปรากฏในสื่อต่างๆเมื่อคราวตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังต่างประเทศ อย่างเป็นทางการภายหลังจากผ่านพ้นพระราชพิธีอภิเษกสมรสไปแล้วหลายปีอาทิ
 “ข้าพเจ้าเคยรู้จักสมเด็จพระนางเจ้าฯ ผู้เลอโฉมมาเป็นเวลา ๑๐ ปี แต่วันนี้ข้าพเจ้าเพิ่งได้ทราบว่า “สิริกิติ์” หมายถึงความงดงามสง่า” (หนังสือพิมพ์นอยเออิลลุลเตรียทต์ของเยอรมันประจำวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๐๓)
 “แม้แต่กลางฝนฝนก็งามไปด้วยสิริกิติ์” (พาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ในลอนดอน)
 “พระราชินีสวยที่สุดงามพร้อมเสนาะพร้อมทั้งสิริโฉมทั้งพระสุรเสียงและพระอิริยาบถแห่งตะวันออกไกล” (หนังสือพิมพ์-ไม่ระบุ)
 “ปารีสรักสิริกิติ์ - พระราชินีผู้ทรงยิ้ม” (พาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ในกรุงปารีส)
 “ประเทศไทยใช้อาวุธคือความงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” (หนังสือพิมพ์-ไม่ระบุ)
 “พระองค์ (สมเด็จพระราชินี) มีพระชนม์ ๒๘ แต่ดูเหมือนน้อยกว่านั้น ๑๐ ปี” (พาดหัวข่าวจากหนังสือพิมพ์ในประเทศอิตาลี)
 “ดาราฮอลลีวู้ดสมควรยิ่งที่จะเข้าโรงเรียนสิริกิติ์เพื่อฝึกยิ้มอย่างธรรมชาติ พระองค์ท่านทรงยิ้มเรียบร้อยละมุนละไมไม่ปรากฏความเหนื่อยหน่ายแม้แต่น้อย” (หนังสือพิมพ์-ไม่ระบุ)

ที่สุดแห่งรัก!...“ฉันยังเด็กมากและไม่เคยมีความรักมาก่อน” และ“มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน”…พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ...
 

นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ในอนาคต” ของหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ภายหลังจากได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
เพียงแต่...เมื่อย้อนไปในเวลานั้น “พระคู่หมั้น” หมาดๆในวัย ๑๗ ปีให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าเธอยังไม่ทราบแน่ชัดเลยในเรื่องการอภิเษกสมรสสิ่งที่เธอพอจะทราบในเวลานั้นคือการอภิเษกสมรสจะกระทำอย่างง่ายๆ และจะไม่มีพิธีรีตองอะไรนอกจากการจดทะเบียนสมรสและอาจมีการฉลองกันบ้างภายใน “ครอบครัว” เท่านั้น
สำหรับเรื่องของ “อนาคต” ในฐานะผู้สวมมงกุฎ “พระราชินี” ของประเทศไทยนั้น...
“ตอนนั้นข้าพเจ้าคิดถึงแต่เรื่อง ‘ที่จะอยู่กับคนที่ข้าพเจ้ารักเท่านั้น’ ไม่ได้นึกไปไกลถึงหน้าที่และภารกิจของพระราชินีเลย”
(พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “ขวัญของชาติ” (สถานีโทรทัศน์ บีบีซี กรุงลอนดอน พ.ศ. ๒๕๒๑)

หากพิจารณาตามความเป็นจริงในขณะนั้นแล้วเหมือนว่า “ภาระ-หน้าที่” ที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ช่างเป็นสิ่งที่ “ยิ่งใหญ่” ... “หนักอึ้ง” และ... “ชวนหนักใจ” เหลือเกินสำหรับดรุณีสาววัย ๑๗ ปี ผู้หนึ่ง
ทว่า ณ เวลานั้นอานุภาพ “ความรัก” ได้ทลายทุกความหวาดหวั่นไปแล้วจนหมดสิ้น
อุปสรรคนานาประการบนเส้นทางที่จะก้าวต่อไปในอนาคตจึงกลับกลายเป็น “ความท้าทาย” ที่สาวน้อยแห่งราชสกุล “กิติยากร” ผู้นี้พร้อมเสมอที่จะฝ่าฟัน...เพื่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เธอ “จงรัก” และ “ภักดี” ที่สุดพระองค์นี้

ที่สุดแห่งรัก!...“ฉันยังเด็กมากและไม่เคยมีความรักมาก่อน” และ“มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน”…พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ...

ที่สุดแห่งรัก!...“ฉันยังเด็กมากและไม่เคยมีความรักมาก่อน” และ“มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน”…พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ...

จากหนังสือเรื่อง อมตะ...แห่งรัก  โดยสุวิสุทธิ์ เรียบเรียง