“อย่าไปรังแกธรรมชาติ หากไปรังแกมากๆ เขาจะโกรธเอาและเขาจะทำร้ายเรา”…พระราชดำรัสที่ในหลวงทรงตรัสเตือนไว้...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th

นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่ง ทักษิโณทก ตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน และพระราชทาน พระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อ ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ในพระราชพิธีบรม ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ล่วงเลยมาจน ตราบถึงวันนี้
แม้จะมีพระชนมพรรษาย่าง ๘๔ พรรษาแล้วก็ตาม อีกทั้งยังทรงพระประชวรอยู่ต้องประทับรักษาพระวรกายที่ โรงพยาบาลศิริราชมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ทว่า ในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านก็ยังมีแต่พสกนิกร
ชาวไทย ทรงห่วงใยทุกข์สุขของประชาชนทุกคน มิต่างจากทุกข์สุขของพระองค์เอง และทรงอุทิศพระองค์อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย สมกับที่ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก
“พระเจ้าอยู่หัวยังต้องเหนื่อยต้องลำบากทุกวันนี้ เพราะว่าประชาชนยังยากจนอยู่ เมื่อประชาชนยากจนแล้ว อิสรภาพเขาจึงไม่มี และเมื่อเขาไม่มีอิสรภาพ เขาก็เป็นประชาธิปไตยไม่ได้”
(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากหนังสือใต้เบื้องพระยุคลบาท โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล)
พระราชดำรัสดังกล่าวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คงไม่เกินเลยนักหากจะกล่าวว่า ในบรรดาสถาบันกษัตริย์ที่มีอยู่ทั่วโลก
นั้นไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดจะทรงงานเพื่อประชาชนมากเท่ากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์นี้อีกแล้ว...
“มาทำงานกับฉันนั้นไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น...ฉันนับถือลัทธิเรื่อยๆ คือทำไปเรื่อยๆ ใครว่าอย่าไปสนใจ ฝากไว้ด้วย เพราะเราทำแล้วต้องถูกว่า ต้องมีคนถูกด่า ธรรมดาของการทำงาน เพราะฉะนั้น ลัทธิเรื่อยๆ ก็คือ ทำไปเรื่อยๆ ถูกว่าถ้าเห็นว่าผิด ก็กลับไปทำใหม่ ย้อนกลับมาที่ตั้งต้นใหม่ ทำใหม่ อย่าไปสนใจอะไรทั้งสิ้น เพราะถ้าสนใจอะไรไปแล้ว จะไม่มีกำลังใจทำอะไรเลย”
“ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ถ่ายทอดถึงเรื่องราวต่างๆ ขององค์พระประมุข ซึ่งทรงทำประโยชน์อเนกอนันต์ให้กับแผ่นดินไทย อันถือเป็นแบบอย่างที่ควรค่าแก่การ
น้อมนำเป็นแนวทางดำเนินชีวิตเอาไว้ว่า
“ผมเคยวาดภาพว่า สถาบันพระมหากษัตริย์คงเป็นแบบที่เรานึกคิด เราอ่านนิทานประเภทจักรๆ วงศ์ๆ มา คงจะนึกว่าสุขสบาย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ หรือระหว่างอยู่ต่างประเทศก็ได้ข่าวเจ้าชายองค์นั้นซื้อรถสปอร์ตขี่อีกแล้ว เจ้าชายองค์โน้นซื้อเรือยอร์ชใหม่ อันนี้คือภาพที่ติดมากับตัว ก่อนที่จะทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาท แต่พอมีโอกาสเข้าไปสัมผัสกับพระองค์ พูดทีไรผมก็เกิดอาการขนลุกซู่ซ่าขึ้นมาทุกที ไม่เคยนึกไม่เคยฝันไม่เคยวาดภาพมาก่อนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของเราจะเป็นในลักษณะที่เห็นอยู่ ในหลวงทรงอุทิศเวลาส่วนพระองค์ทั้งหมดของพระองค์ท่านเพื่อทุกข์สุขของราษฎร ชีวิตทั้งวันของพระองค์นั้นได้ผ่านไปในลักษณะที่ว่า
ทรงทุ่มเทอย่างมากที่สุด เมื่อเทียบกับพระมหากษัตริย์อื่นใน
โลกนี้

“อย่าไปรังแกธรรมชาติ หากไปรังแกมากๆ เขาจะโกรธเอาและเขาจะทำร้ายเรา”…พระราชดำรัสที่ในหลวงทรงตรัสเตือนไว้...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

...ทุกวันนี้ เมื่อเราท่านดูทีวี ดูข่าว หรือว่าอ่านหนังสือพิมพ์ ท่านจะเห็นภาพของพระองค์ท่าน แต่ก็ดูเป็นลักษณะที่เห็น แต่ว่าหากทุกคนลองมองสักนิดหนึ่ง จะเห็นว่า พระองค์ทรงงานอย่างไรบ้าง ประทับนั่งราวกับราษฎรเสมอเหมือนในพื้นที่เดียวกัน มิไยว่าตรงนั้นจะเปียกจะแฉะ พระองค์ท่านจะประทับบนดินบนลูกรังหรืออะไร ตอนแรกผมก็แต่งตัวดีเวลาตามเสด็จฯ ตอนหลังไม่ไหวแล้ว พอกลับมามอมแมมทุกที กางเกงแพงๆ เสียไปหมดเลย ก็เลยเปลี่ยนเอากางเกงที่มันไม่สกปรกง่าย ทนๆ หน่อย ผมใส่โรเล็กซ์ แต่โรเล็กซ์นี้ของปลอมแท้ คือซื้อจากไต้หวัน ใครจะถวายปาเต๊ะ ฟิลลิป อะไรต่างๆ พระองค์ไม่เคยทรง ทรงแต่ของที่ถูกที่สุด ทรงยึดประโยชน์เป็นหลัก”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อสนองพระบรมราชโองการ ตามพระปฐมบรมราชโองการที่ได้รับสั่งไว้ ทรงทุ่มเทตลอดเวลาหลายทศวรรษ เพื่อประโยชน์สุขของปวงประชาราษฎร์ “ดร.สุเมธ” เล่าถึงชีวิตประจำวันขณะตามเสด็จฯ อีกว่า
“การตามเสด็จฯ จะเริ่มประมาณบ่ายสามถึงบ่ายสี่โมงเย็น ส่วนมากจะไม่เสด็จฯ ออกก่อนบ่ายสามโมง นอกจากจะมีลักษณะการเดินทางที่ต้องกินเวลา ก็อาจจะเป็นว่า เริ่มจากตอนเที่ยงหรือตอนเช้า แต่ส่วนมาก พระองค์จะเริ่มบ่ายสามโมง และจะทรงขับรถด้วยพระองค์เอง วันหนึ่งมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “เหตุที่ฉันไม่บอกนั้น เพราะว่าไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อน เพราะถ้าบอก ทางจังหวัดต้องออกไปเตรียมการ ไปทำอะไรต่ออะไร ข้าราชการทั้งหมดไปรับเสด็จฯ ยุ่งยากกันไปหมดทั้งจังหวัด” เพราะฉะนั้นจึงไม่ทรงบอก ใคร
อยากไปตามเสด็จฯ ก็ไป ใครไม่อยากไปตามเสด็จฯ ก็ไม่ถือโทษโกรธกัน...
...จะสังเกตเห็นว่า จุดแรกที่พระองค์ทำ คือว่าต้องหนีบแผนที่เสด็จพระราชดำเนินไปหาประชาชนก่อนเพื่อนเลย ส่วนมากมักจะคุยกับคนแก่ๆ ไม่ใช่ถามเรื่องทุกข์สุขหรืออะไร พระองค์ท่านมีวิธีการทำงานแบบลักษณะสมัยใหม่ ในขณะที่พวกเรานักวิชาการใช้คอมพิวเตอร์ใช้อะไรต่างๆ นั้น พระองค์กลับใช้ขีดความสามารถของพระองค์เองเป็นผู้ดำเนินการแต่พระองค์เดียวทั้งสิ้น พวกเราเพียงแค่ถวายข้อมูลเข้าไปเท่านั้นเอง แล้วในแผนที่ พระองค์ท่านจะทรงเขียนบันทึกมากมาย คือแสดงว่ามีการเตรียมตัวทำการบ้านมาก่อนแล้วว่า บริเวณที่จะเสด็จฯ ไปนั้น มีข้อมูลอะไรบ้าง มีเขียนเต็มไปหมดเลยด้วยลายพระหัตถ์
สิ่งแรกคือ ทรงตรวจสอบข้อมูล เหมือนอย่างพวกเรานักวางแผน แล้วทรงมีข้อมูลพื้นฐานที่เขียนไว้เช็คข้อมูลกับประชาชนเลย พระองค์ทรงเช็คโดยละเอียด
๔๐๐ เมตรไปข้างหน้าเลี้ยวซ้ายเจอลำธารหรือเปล่า ฉะนั้น คนที่ตอบได้ถูกต้อง จะต้องเป็นคนแก่ๆ ซึ่งรู้จักภูมิประเทศนั้นดี พระองค์จะทรงซักถาม บางทีเป็นชั่วโมง ประทับราบอยู่ที่นั่น
...ทรงเช็คจนแน่ใจแล้วว่าภูมิประเทศกับแผนที่ถูกต้อง เพราะรับสั่งอยู่เสมอว่า การพัฒนาจะต้องวางให้สอดคล้องกับภูมิประเทศและคน พอพระองค์เช็คข้อมูลกับราษฎรเสร็จ จะเรียกหน่วยงานราชการเข้ามาเช็คข้อมูลซ้ำอีกที แล้วจึงเรียกหน่วยปฏิบัติขึ้นมา
ส่วนมากก็จะเป็นเรื่อง “น้ำ” เชื่อไหมว่า พระองค์ทรงพระอัจฉริยะในลักษณะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ ทรงใช้เวลา ๒-๓
นาที บนแผนที่ และบอกพื้นที่ที่ต้องการสร้างแหล่งน้ำภายใน ๒-๓ นาที จะทรงกำหนดและขีดให้ได้ทันทีว่าสร้างเขื่อนตรงนี้ จากเขานี้ไปเขานี้กั้นตรงนี้ แล้วพระองค์จะทรงวาดต่อได้เลยว่า พอสร้างเสร็จแล้วน้ำเต็มแล้ว จะท่วมบริเวณไหนบ้าง ระบายเป็นสีน้ำเงิน ออกมาให้ได้ทันที ทรงศึกษาก่อนที่จะทรงทำอะไร ไม่ใช่ว่าไปถึงประทับแล้วชี้ แต่พระองค์ท่านทรงรู้อยู่ตลอดเวลา คือหยิบเรื่องอะไรขึ้นมาจะทรงศึกษาก่อน ไม่ว่าพระองค์จะทรงสนพระทัยเรื่องอะไร ตราบใดที่ยังไม่ทะลุปรุโปร่งไม่สุดปลายของปัญหา พระองค์จะไม่ทรงหยุด...
จะเห็นได้ว่า เวลารับสั่งอะไร ถึงแม้จะเรียบง่าย แต่ว่าลึกซึ้ง แล้วก็อยู่ในลักษณะที่ใช้ธรรมชาติที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของเรานั่นเองมาใช้ประโยชน์ ไม่นิยมของแพง ไม่นิยมโครงการลงทุนสูง ถ้ารู้ว่าวิธีการพัฒนาชาวเขาอย่างไร วิธีการสร้างฝายแม้วอย่างไรจะทึ่งมาก
ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรมที่พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ ทรงถือโอกาสนี้ออกเสด็จฯ เยี่ยมเยือนราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารอย่างทั่วถึงด้วย เพื่อจะได้ทรงทราบถึงปัญหาของราษฎรในพื้นที่เหล่านั้น เมื่อนำมาประกอบกับข้อมูลที่ทรงมีอยู่แล้ว จึงพระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการช่วยเหลือต่อไป บ่อยครั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรผู้ยากไร้ และประสบความเดือดร้อน
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเกิดอุทกภัยใหญ่ทั่วประเทศในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังไม่ทรงหายจากพระอาการประชวร และต้องประทับรักษาพระวรกายอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช แต่ถึงกระนั้นก็ยังทรงไม่หยุดนิ่งในการที่จะทรงเข้าไปบรรเทาปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน
ได้โปรดเกล้าฯ ให้นำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัยตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน”
“อย่าไปรังแกธรรมชาติ หากไปรังแกมากๆ เขาจะโกรธเอาและเขาจะทำร้ายเรา”…พระราชดำรัสที่ในหลวงทรงตรัสเตือนไว้...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

“ดร.สุเมธ” กล่าวว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศเวลาทั้งหมดเพื่อทำการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำ” ที่คนไทยได้รับผลกระทบ ทั้งจากภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความสนพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน
ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จประทับโรงพยาบาลศิริราช ทรงสั่งลงมาให้ประชุมหน่วยงานต่างๆ พยายามพระราชทานคำเสนอแนะให้เกิดการประสานงานกันทุกหน่วยราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ที่ผ่านมาหลายปีก่อน มีน้ำทะลักเข้ามาก้อนใหญ่ ทุกคนก็เฉย แต่เมื่อพระองค์ท่านอดทนไม่ไหว เลยรับสั่งเรียกหน่วยงานต่างๆมาประชุม และทรงถามว่า น้ำเดินทางเท่าไหร่ ระยะเวลาเท่าไหร่ แต่ละชั่วโมง มาถึงไหน เพื่อวางระบบการเตือนภัยให้ทันท่วงที ตอนผมไปถวายงานกับพระองค์ท่านหลายสิบปีแล้ว พระองค์ท่านทรงเตือนพวกเราว่า  ระวังนะ อย่าไปรังแกธรรมชาติ หากไปรังแกมากๆ เขาจะโกรธเอา และเขาจะทำร้ายเรา ซึ่งก็เป็นจริงตลอด เรื่องพวกนี้เราถูกเตือนหมดแล้ว”
พระราชกรณียกิจ ๖๐ กว่าปีที่ผ่านมา ล้วนเกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ พระองค์ท่านทรงเตือนให้ช่วยกันรักษาแผ่นดินเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตอย่างผาสุก

“อย่าไปรังแกธรรมชาติ หากไปรังแกมากๆ เขาจะโกรธเอาและเขาจะทำร้ายเรา”…พระราชดำรัสที่ในหลวงทรงตรัสเตือนไว้...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

“อย่าไปรังแกธรรมชาติ หากไปรังแกมากๆ เขาจะโกรธเอาและเขาจะทำร้ายเรา”…พระราชดำรัสที่ในหลวงทรงตรัสเตือนไว้...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

จากหนังสือเรื่องตามรอยพระบาท จอมปราชญ์แห่งน้ำ เรียบเรียงโดยสุวิสุทธิ์