ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ...กับ...“พระอัจฉริยภาพด้านจิตกรรมและการถ่ายภาพ”...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th

เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตื่นเต้นมากเมื่อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชื่อ “สแตนดาร์ด” ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร ตกลงรับพระองค์เป็นช่างภาพประจำ มีรายได้เดือนละ ๓๐ บาท ซึ่งนับว่าสูงสำหรับเงินเดือนช่างภาพสมัยโน้น
จากการเริ่มต้นเป็น “ช่างภาพอาชีพ” ของหนังสือพิมพ์ “สแตนดาร์ด” มาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ทรงพัฒนาฝีพระหัตถ์ในการถ่ายภาพดีขึ้นเป็นลำดับ และพร้อมกันนั้นก็ได้ทรงจับพู่กันเขียนรูปสีน้ำมันด้วย
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ “ม.จ.การวิก จักรพันธุ์” นักวิจารณ์ผู้ชำนาญในด้านศิลปะการถ่ายภาพและภาพวาดได้เขียนถึงพระอัจฉริยภาพในด้านนี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราไว้อย่างน่าสนใจว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงวาดภาพที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทำให้คณะกรรมการประกวดศิลปะแห่งประเทศไทยขอพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์เข้าแสดงให้ประชาชนได้เห็นทั่วกันทุกปี
พระองค์ท่านเองอาจทรงรู้สึกว่า เขาอยากได้รูปที่พระเจ้าแผ่นดินทรงเขียนไปให้คนดู และคนก็ดูเพราะพระเจ้าแผ่นดินเขียน
ถ้าหากว่าไม่สนใจติดตามศิลปะสากลและร่วมสมัยอยู่แล้ว เราอาจคิดว่า ทรงมีสีเท่าไรก็ทรงป้ายลงไปหมด ใครๆก็ทำได้  (พระราชอาญาไม่พ้นเกล้าฯ ... ต้องขอใช้คำธรรมดา เพราะราชาศัพท์นิ่มนวลเกินไปจนไม่มีกำลังเพียงพอในการแสดงออกซึ่งความรู้สึก)
ภาพฝีพระหัตถ์ที่ทรงเขียนสวย ประณีต และเหมือนของจริงก็มี  การวาดเขียนแบบนี้ก็เหมือนการใช้ราชาศัพท์แบบสมบูรณ์และนิ่มนวลนั่นเองไม่แรงพอสำหรับการถ่ายความรู้สึกของศิลปินเข้าไว้ในผืนผ้าใบผู้ที่เขียนสวยและเหมือนมักจะแสดงความคิดความรู้สึกไม่ใคร่ออก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงใช้องค์ประกอบแปลกๆ สีร้อนแรงกล้าไปทางด้านนามธรรม(Abstract) แต่ยังแฝงความรู้สึกและเครื่องหมายบางประการอย่างที่เราท่านอาจดูออกว่าทรงหมายถึงสิ่งใด
งานสีน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ใคร่มีภาพเหมือน รูปสิ่งของ  มักจะเป็นภาพของความรู้สึกและความคิดหรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น  ภาพ ‘ยุแหย่’ จะมีสีแดงสดเป็นเปลวไฟ  เมื่อเรากวาดสายตาให้ทั่วถึงแล้วจะเป็นคล้ายสัตว์ประหลาด ไม่มีรูป แต่จะเห็นหน้าเขียว ตาดำมัน และปากแดงเยิ้ม พอใจในการกระทำของตน
ภาพนี้ไม่ได้แสดงที่ไหน แต่เป็นภาพตัวอย่างที่ดีเช่นเดียวกับ ‘บุคลิกซ้อน’ (Dual Personality) หรือ ‘วัฏฏะ’ (Evolution) และ ‘มือแดง’
เนื่องจากพระราชภารกิจทวีคูณเพิ่มขึ้นทุกวัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงมีเวลาเขียนสีน้ำมันมานานแล้ว (แต่ยังถ่ายภาพอยู่เสมอ แต่ไม่ทรงล้างเอง ไม่ขยายเอง เพียงแต่ทรงกดปุ่ม)  การที่ทรงมีเวลาน้อยและทรงกดปุ่มได้ครั้งเดียวในโอกาสใดโอกาสหนึ่งทำให้ศิลปะการถ่ายภาพของพระองค์เปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ...กับ...“พระอัจฉริยภาพด้านจิตกรรมและการถ่ายภาพ”...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ...กับ...“พระอัจฉริยภาพด้านจิตกรรมและการถ่ายภาพ”...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

 

แต่ไหนแต่ไรมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดภาพธรรมดา ถ่ายด้วยกล้องธรรมดา เลนส์ธรรมดาที่ติดมากับกล้อง ส่งให้ใครล้างและขยายก็ได้  จะทรงใช้การดัดแปลงอย่างเดียวคือ ตัดขอบออกบางด้านหรือทุกด้านเพื่อให้องค์ประกอบบังคับตาให้วนอยู่ในรูป และต้องกลับมาที่จุดสำคัญทุกทีไป
การถ่ายรูปนี้ควรเรียกว่าศิลปะหรือไม่นั้นเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่จบ
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว พาหะใดที่สามารถให้แสดงออกซึ่งความคิดความรู้สึกของผู้สร้างแล้วเป็นศิลปะทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นพู่กันของนักเขียนกล้องถ่ายรูปของช่างภาพ หรือปากกาของนักประพันธ์ก็ตาม รูปถ่ายจะแสดงถึงความรู้สึกของช่างภาพได้เป็นอย่างดีบรรยากาศที่ถ่ายออกมามักจะให้ความรู้สึกกับผู้ดูรูปว่า ผู้ถ่ายมีความสนใจ รักหรือห่วงใยในเรื่องที่ถ่ายมาให้ดู  จะมากน้อยอย่างไรแล้วแต่ฝีมือการถ่ายและองค์ประกอบ
แต่ก่อนหน้านี้ ช่างเขียนทิวทัศน์ได้เปรียบเช่น  ไม่ชอบเสาไฟฟ้า ไม่เขียนเสาไฟฟ้าเสียก็ไม่มีอะไรเกะกะ  ช่างถ่ายภาพจะทำเช่นเดียวกัน...ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่คนจำนวนน้อยจะทำได้ในห้องมืด  ช่างเขียนสามารถเขียนคนให้ใหญ่กว่าตึกเพื่อแสดงให้เห็นความใหญ่โตของคนนั้นได้
สมัยนี้ช่างภาพก็ทำได้เช่นเดียวกัน โดยใช้เลนส์มุมกว้าง (๑๙, ๒๐, ๒๑ มม. สำหรับกล้อง ๓๕ มม.)จะใช้การบิดเบี้ยว (Distortion) ให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่าช่างเขียนเสียอีก  ยิ่งใช้ ‘ตาปลา’ (Fisheye Lens) แล้ว ช่างเขียนน้อยคนจะทำได้
พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เลนส์มาตรฐานที่ติดมากับกล้อง จะไม่ทรงใช้เลนส์พิเศษดังกล่าวนี้ ... ทรงเป็น Purist
เมื่อก่อนทรงถ่ายสมเด็จพระบรมราชินีนาถและพระราชโอรสธิดา  ตอนหลังพระราชภารกิจบังคับให้ทรงถ่ายได้แต่ที่เสด็จไปราชการ โดยเฉพาะต่างจังหวัดและชายแดนเป็นแบบรูปฉับพลันเหตุการณ์ถ่ายครั้งเดียวด้วยไหวพริบไม่มีเวลาเลือก ตัดภายหลัง (Cropping Trimming) ด้วยตาศิลปิน
ภาพที่พระราชทานได้แสดงในปีก่อนๆ เป็นตัวอย่างที่ดีของภาพที่ถ่ายเฉยๆคือไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเสริมสวยในห้องมืด  เปรียบเหมือนแม่ครัวเอกชั้นยอดจะไม่ยอมใช้ผงชูรสชูช่วย เพราะถือว่าควรตัดสินความเป็นเลิศของอาหารกันที่เครื่องปรุงและรสมือเท่านั้น  มีภาพพระเนตรทูลกระหม่อมพระองค์น้อย พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมราชินีนาถฉายด้วยไฟบ้านดวงเดียว  มีรูปเด็กจนๆ เฝ้าริมถนน ทรงถ่ายจากรถยนต์ โดยเด็กเหล่านั้นยังไม่ทันตั้งสติว่าช่างภาพนั้นคือใคร
ภาพปีนี้ทรงถ่ายจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แสดงเห็นเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์อีกลำหนึ่งกำลังขึ้นจากเขตอันตราย องค์ประกอบเป็นทิวเขาทแยงมุมแบบสายฟ้าแลบมีฝุ่นก้อนใหญ่ตลบไปทางเครื่องบินที่จะขึ้น เหมือนมือยักษ์ร้ายที่จะยื่นมาจับ ทำให้ผู้ดูเกิดความรู้สึกเป็นห่วงว่าเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์นั้นจะรอดมาได้หรือไม่
ภาพเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นอุปนิสัยจิตใจและบุคลิกลักษณะของศิลปินผู้สร้าง
ภาพสีน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชี้ให้เห็นว่าทรงสังเกตสิ่งแวดล้อมโดยละเอียด และทรงติดตามเหตุการณ์ทั้งรอบพระองค์ทั้งทั่วพระราชอาณาจักรทั้งการเป็นไปรอบโลกโดยละเอียด ทรงคิดรอบคอบและลึกซึ้ง  สีที่ทรงใช้แสดงว่า ทรงมีความรู้สึกตรงและแรง แต่ทรงบังคับหรือระงับไว้ได้หมด(สีแรงๆ นี้จะมีเส้นเทาหรือดำมาจำกัดขอบเขตไว้เป็นส่วนมาก)
ส่วนภาพถ่ายนั้น แม้จะเป็นภาพขาวดำไม่มีสีรุนแรงมาเสริมกำลัง ก็อาจสร้างบรรยากาศที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถ่ายใฝ่ใจพัวพันกับเรื่องที่ถ่ายมาให้ดู (Involvementex)
นักถ่ายประเภททำโปสต์การ์ดมักจะรักความสวยงามของทิวทัศน์  นักถ่ายเหตุการณ์(Photojournalist)จะนำภาพสดๆ ร้อนๆ ถ่ายทอดความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์มาให้เราแบ่งความรู้สึกที่เหตุการณ์เหล่านั้นได้ก่อขึ้น
ภาพถ่ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแสดงถึงความสนพระราชหฤทัยในการเป็นไปของคนและความห่วงใยในทุกข์สุขของราษฎร”

ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ...กับ...“พระอัจฉริยภาพด้านจิตกรรมและการถ่ายภาพ”...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ


 

“ทวี นันทขว้าง”อาจารย์ผู้สอนศิลปะในมหาวิทยาลัยศิลปากรได้กล่าวถึงงานเขียนภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า

“ในความรู้สึกของผู้เขียน ศิลปินที่ว่าต่างก็ประหลาดใจในพระปรีชาสามารถของพระองค์ในศิลปะแขนงนี้
การที่พระองค์ทรงใช้ทฤษฎี ทรงจัดวางช่องไฟสัดส่วนของรูป ถูกต้องตามหลักขององค์ประกอบ ทรงคิดหาเนื้อเรื่องที่มีรสนิยมที่ทุกคนจะเทิดทูนยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็นอัจฉริยบุคคล
ผู้เขียนได้เคยรับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เข้าไปชื่นชมภาพเขียนฝีพระหัตถ์ซึ่งมีจำนวนมากมายในพระราชวังสวนจิตรลดา
ผู้เขียนซึ่งทราบดีว่า พระองค์ทรงสนพระทัยและรักงานศิลปะแขนงนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแขนงอื่นๆเลยและได้ทรงงานด้านนี้มาช้านานแล้ว มิใช่เพิ่งมาสนพระทัยในตอนหลังดังที่หลายคนเข้าใจ
ผู้เขียนได้รับมอบหมายจากทางราชการให้เป็นผู้คอยถวายคำแนะนำในห้องแสดงศิลปกรรมหลายครั้ง  พระองค์ทรงวิจารณ์ภาพเขียนว่างานชิ้นไหนเป็นสไตล์อะไรอย่างถูกต้องและคล่องแคล่วเสมอ เช่น แอบสแตรกต์ คิวบิสม์เรียลิสม์อิมเพรสชันนิสม์ ฯลฯ และทรงมีความจำล้ำเลิศว่า งานของศิลปินคนไหนเปลี่ยนแปลงคลี่คลายแตกต่างออกไปจากงานปีก่อนๆ ของเขาอย่างไร
พระองค์จะประทับอยู่ในห้องแสดงงานศิลปกรรมและสนพระทัยงานศิลปะทุกชิ้นนานที่สุดเท่าที่โอกาสจะอำนวย ซึ่งราชเลขาฯ ต้องคอยกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ กลับ เพราะยังมีหมายกำหนดการอย่างอื่นอีกซึ่งพระองค์จะมีพระราชดำรัสก่อนเสด็จฯ กลับว่า
‘อยากชมอยู่นานๆ ... เสียดายที่เวลามีน้อย’
มีโอกาสอันประทับใจยิ่งของผู้เขียนอยู่ครั้งหนึ่งคือ  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เขียนตามเสด็จฯ  ขณะที่แปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ผู้เขียนมีโอกาสอันล้ำค่า ได้อยู่ใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทเป็นเวลานานหลายวัน
หลังจากที่ผู้เขียนกลับจากพระตำหนักภูพิงค์ฯคราวนั้น มีนักศึกษาและเพื่อนอาจารย์ ตลอดจนญาติมิตรมากมาย ซึ่งส่วนมากต่างเข้าใจกันว่า ในหลวงของเขาเสด็จฯ ไปเพื่อพักผ่อนที่นั่น และคิดว่าผู้เขียนคงจะมีโอกาสได้เที่ยวเชียงใหม่อย่างสบาย
ผู้เขียนต้องใช้เวลาชี้แจงและเล่าเรื่องราวที่พบเห็นเกี่ยวกับพระราชจริยาวัตรต่างๆ ทุกเรื่อง เท่าที่มีผู้ซักถามและเข้าใจผิดอยู่
ผู้เขียนเล่าว่า  ในหลวงทรงมีพระราชกรณียกิจมากเหลือเกิน ... เสด็จฯ เยี่ยมหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน... เสด็จฯ เยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บ... เสด็จฯ เยี่ยมเยียนชาวเขา... ทรงปีนเขาไปถึงสันเขาลูกใหญ่...
ตลอดระยะทางที่เสด็จฯ ผ่าน เมื่อเห็นที่ไหนมีวิวสวยพระองค์จะทรงหยุดสเกตช์ภาพไว้เสมอ
ผู้เขียนสังเกตว่า พระองค์ทรงรักธรรมชาติมาก โปรดต้นไม้ใหญ่ๆ และป่าที่มีเถาวัลย์ห้อยย้อยร่มรื่นและทรงเป็นห่วงว่าจะมีผู้ทำลายมันเสีย
ในห้องเขียนรูปส่วนพระองค์ พระองค์ทรงชี้ให้ผู้เขียนดูรูปที่เพิ่งเขียนเสร็จใหม่ๆสียังเปียกอยู่พระองค์ตรัสว่า
‘รูปนี้ใช้สีเหลืองค้างในกล่องมาละเลงให้มันหมดไปเสีย  สีพวกนี้มีโอกาสใช้มันน้อย  ขืนไม่รีบใช้ มันก็จะแข็ง ต้องทิ้งไปเปล่าๆ น่าเสียดาย’
ผู้เขียนนำเรื่องนี้ไปเล่าให้นักศึกษาศิลปากรฟัง ต่างชอบอกชอบใจกันใหญ่  และพวกที่ชอบปล่อยให้สีแข็งก็เปลี่ยนนิสัยเสียใหม่คือ รีบใช้มันให้หมดไปเสียก่อนที่จะทิ้งมันไปเปล่าๆ ซึ่งมันจะเป็นที่ฝึกหาความชำนาญ และบางทีก็ได้รูปที่สวยแปลกๆถูกใจ ก็มี
ผู้อ่านบางท่านคงจะสงสัยว่า สีที่ใช้น้อยหรือไม่สวยจะซื้อมาทำไม?
อยากจะอธิบายสักนิดหน่อยว่า  สีหลอดที่เป็นสีน้ำมันและสีน้ำนั้น บางทีเขาจะขายเป็นชุด มีทั้งสีที่ใช้มากและใช้น้อย  บางทีศิลปินบางคนจะไม่ยอมใช้มันเลยก็มี  แต่บางครั้ง สีที่เราใช้มันเพียงนิดเดียว เราผสมมันขึ้นไม่ได้ เราก็จำเป็นต้องซื้อมาทั้งหมดภายในระยะเวลา๒-๓ ปี มันก็จะเริ่มแข็ง  บางอย่างก็เร็วหรือช้ากว่านี้”

ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ...กับ...“พระอัจฉริยภาพด้านจิตกรรมและการถ่ายภาพ”...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ...กับ...“พระอัจฉริยภาพด้านจิตกรรมและการถ่ายภาพ”...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ที่สุดแห่งความภาคภูมิใจ...กับ...“พระอัจฉริยภาพด้านจิตกรรมและการถ่ายภาพ”...ขอพระองค์ทรงพระเจริญ


จากหนังสือพระราชอารมณ์ขัน โดยวิลาศ มณีวัต