สุดซาบซึ้ง!...อ่านแล้วน้ำตาซึม..ที่สุดของ“ความรัก ความห่วงใย” ในหลวง-ราชินีทรงมีต่อกัน...เมื่อครั้งเสด็จเยือนต่างแดน...ขอทรงพระเจริญ

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://panyayan.tnews.co.th

เมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๕ ในปีนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จฯยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลียด้วยในวาระดังกล่าวมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นได้เตรียมถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในขณะที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยกำลังอ่านคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติก่อนที่จะถวายปริญญาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเอง มีนักศึกษาบางกลุ่มได้มาส่งเสียงเอะอะและโห่ฮาป่าอยู่ที่บริเวณด้านนอกอาคาร ด้วยนักศึกษากลุ่มนี้เข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศไทยโดยคิดว่าเป็นประเทศเผด็จการ พวกเขาจึงมารวมกลุ่มกันและแสดงกิริยาอาการอันไม่เหมาะสมดังกล่าวเพื่อเป็นการต่อต้าน ในขณะที่คณะอาจารย์รวมถึงกรรมการมหาวิทยาลัยเองก็ไม่สามารถห้ามปรามหรือขัดขวางได้ ที่สุดแล้วผู้ที่เข้าร่วมในพิธีการดังกล่าวจึงได้แต่นั่งอยู่ด้วยอาการกระอักกระอ่วนใจ
สุดซาบซึ้ง!...อ่านแล้วน้ำตาซึม..ที่สุดของ“ความรัก ความห่วงใย” ในหลวง-ราชินีทรงมีต่อกัน...เมื่อครั้งเสด็จเยือนต่างแดน...ขอทรงพระเจริญ

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถซึ่งประทับอยู่เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดเวลาทรงสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงบรรยากาศอันตึงเครียดชวนอึดอัดนั้นทำให้ทรงตกพระทัยอย่างยิ่งแต่ความรู้สึกที่รุนแรงยิ่งไปกว่าความหวาดหวั่นและตกพระทัยนั่นคือ “ความห่วงใย” ที่ทรงมีต่อ “พระราชสวามี” ผู้ทรงเป็นเป้าหมายสำคัญในการ “โห่ฮาป่า” ของนักศึกษากลุ่มนั้น
ดังนั้นแม้ในพระราชหฤทัยของพระองค์ท่านจะเปี่ยมด้วยความหวั่นวิตกแต่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถก็ทรงพยายามส่งสายพระเนตรไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยหวังจะทรงถวาย “กำลังใจ” แด่พระองค์ท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะทรงกระทำได้ในขณะนั้น
แต่...ทันทีที่ทรงสบพระเนตรกับพระราชสวามีสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถก็ทรงตระหนักว่าผู้ที่เป็นฝ่ายได้รับ “กำลังใจ” กลับกลายเป็นพระองค์เอง!
“ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบหัวใจก็หวิวๆอย่างไรพิกลรู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูกไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่าน...ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัยแต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมาเพราะมองดูท่านขณะทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉยทันใดนั้นเองคนในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน...พระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ชุดครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับคนกลุ่มที่ส่งเสียงอยู่ข้างนอกอย่างงดงามน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิดๆ...พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก
...‘ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมากในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน’ ...” (พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ)
รับสั่งเพียงเท่านั้นเสียงโห่ฮาของ “ปัญญาชน” กลุ่มนั้นก็เงียบสนิทราวกับปิดสวิตช์แล้วก็ไม่ปรากฏสุ้มเสียงและกิริยาอาการอันหยาบคายใดๆออกมาจากกลุ่มคนเหล่านั้นอีกเลย!
สุดซาบซึ้ง!...อ่านแล้วน้ำตาซึม..ที่สุดของ“ความรัก ความห่วงใย” ในหลวง-ราชินีทรงมีต่อกัน...เมื่อครั้งเสด็จเยือนต่างแดน...ขอทรงพระเจริญ

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำรัสเล่าถึงเหตุการณ์นี้อีกว่า...
“...พระราชดำรัสวันนั้นทรงรับสั่งสดๆไม่ทรงใช้กระดาษเลยทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยและว่าเรามีภาษาและหนังสือซึ่งค้นคิดขึ้นใช้เองมีตัวบทกฎหมาย...และว่าแต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวางพร้อมจะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขาเพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินใจว่าสิ่งไรเป็นอย่างไรไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินใจอะไรตามใจชอบโดยไม่ใช้เหตุผล...”
ครั้นได้เวลาเสด็จฯกลับเมื่อทั้งสองพระองค์ทรงพระราชดำเนินผ่านนักศึกษากลุ่มดังกล่าวก็ปรากฏว่าอากัปกิริยาของนักศึกษากลุ่มนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงบางคนวางท่าเฉยๆบ้างสีหน้าเจื่อนๆบ้างก็หลบตาแต่มิได้มีสายตา “ประหลาดๆ” เหมือนตอนแรกอีกแล้วนอกจากนี้ยังมีบางคนที่แสดงออกถึงความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัดด้วยการส่งยิ้มให้พระองค์ท่านอย่างเปิดเผยบางคนก็โบกมือและปรบมือให้ตลอดทาง

สุดซาบซึ้ง!...อ่านแล้วน้ำตาซึม..ที่สุดของ“ความรัก ความห่วงใย” ในหลวง-ราชินีทรงมีต่อกัน...เมื่อครั้งเสด็จเยือนต่างแดน...ขอทรงพระเจริญ

สุดซาบซึ้ง!...อ่านแล้วน้ำตาซึม..ที่สุดของ“ความรัก ความห่วงใย” ในหลวง-ราชินีทรงมีต่อกัน...เมื่อครั้งเสด็จเยือนต่างแดน...ขอทรงพระเจริญ

จากหนังสือเรื่อง อมตะ...แห่งรัก เรียบเรียงโดยสุวิสุทธิ์