อารมณ์จิตของอริยสงฆ์ และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์โดยไม่หลงใหล ของหลวงปู่ จูม พนฺธฺโล

รู้จริง... รู้แจ้ง... ทุกเรื่องราวพระอริยสงฆ์ http://panyayan.tnews.co.th

อารมณ์จิตของอริยสงฆ์ และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์โดยไม่หลงใหล ของหลวงปู่ จูม พนฺธฺโล

อารมณ์จิตของอริยสงฆ์ และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์โดยไม่หลงใหล ของหลวงปู่ จูม พนฺธฺโล

พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) อดีตเจ้าคณะมณฑลอุดรธานี (ธรรมยุต) อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ (พระอารมหลวง)ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี ท่านเคยได้ติดตามพระเทพสิทธาจารย์(จันทร์ เขมิโย) ไปจำพรรษาที่วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี อันเป็นสำนักของท่านพระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล) ได้มีโอกาส ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติ ในด้าน สมถวิปัสสนากรรมฐานจาก พระอาจารย์เสาร์ และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

อารมณ์จิตของอริยสงฆ์ และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์โดยไม่หลงใหล ของหลวงปู่ จูม พนฺธฺโล

อารมณ์จิตของอริยสงฆ์ และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์โดยไม่หลงใหล ของหลวงปู่ จูม พนฺธฺโล

พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ได้แสดงความจริงในอารมณ์จิตของท่าน และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์นั้น โดยไม่หลงใหลไหกับโลกธรรม อุบายนั้นท่านได้แสดงไว้ว่า

"จิตเป็นธรรมชาติที่กวัดแกว่งดิ้นรน กระสับกระส่าย แส่ไปตามอารมณ์ที่ใคร่ พอใจในเบญจกามคุณ ถึงกระนั้นก็ได้มี ทมะ คือความข่มจิตไว้ ไม่ให้ยินดียินร้ายไปตามอารมณ์ พร้อมทั้งมีสติประคับประคองยกย่องจิตตามอนุรูปสมัยนับว่าได้ผล คือจิตสงบ ระงับจากนิวรณูปกิเลสเป็นการชั่วคราวบ้าง เป็นระยะยาวนานบ้าง แต่ในบางโอกาสก็ควบคุมได้ยาก ซึ่งเป็นของธรรมดา สำหรับปุถุชน ต่อจากนั้นก็ได้บากบั่นทำจิตของตนให้รู้เท่าทันสภาวธรรมนั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตื่นเต้นไปกับโลกธรรม แต่ว่าระงับได้ ในบางขณะเช่น ความรัก ความชัง อันเป็นปฏิปักขธรรมเป็นต้น เหล่านี้ยังปรากฏมีในตนเสมอ ถึงกระนั้น ก็ยังมีปรีชา ทราบอยู่เป็นนิตย์ว่า เป็นโลกิยธรรมนำสัตว์ให้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้ฝึกหัดดัดนิสัย พยายามถอนตน ออกจากโลกียธรรม ตามความสามารถ รู้สึกว่าสบายกายสบายใจอันแท้จริงธรรมนี้เกิดจากข้อวัตรปฏิบัติในการละ พอใจยินดีอย่างยิ่ง ในความสงบ"

อารมณ์จิตของอริยสงฆ์ และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์โดยไม่หลงใหล ของหลวงปู่ จูม พนฺธฺโล

อารมณ์จิตของอริยสงฆ์ และหาวิธีระงับ ดับอารมณ์โดยไม่หลงใหล ของหลวงปู่ จูม พนฺธฺโล

และอีกคราวหนึ่งท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ โดยมีพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งติดตามไปด้วย คือ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี วันนั้นท่านได้แสดงธรรมไว้อย่างแยบคาย พอที่จะหยิบยก เอาใจความสำคัญมากล่าวไว้ในที่นี้ดังต่อไปนี้:-

 "จิตของพระอริยะเจ้าแยกอาการได้ 4 อาการคือ

อาการที่ 1 อโสก จิตของท่านไม่เศร้าโศก ไม่มีปริเทวนา การร้องไห้เสียใจ จิตใจของท่านมีความสุขล้วนๆ ส่วนจิตใจของปุถุชน คนธรรมดายังหนาไปด้วยกิเลสเต็มไปด้วยความรัก ความโศกถูกความทุกข์ครอบงำ ความโศกย่อมเกิดจากความรักเป็นเหตุ เมื่อมีความรัก ก็มีความโศก ถ้าตัดความรักเสียแล้ว ความโศกจะมีแต่ที่ไหน

อาการที่ 2 วิรช จิตของพระอริยเจ้าผ่องแผ้ว ปราศจากฝุ่น ไร้ธุลี คือ ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะ คงจะมีแต่พุทธะคือ รู้ ตื่น เบิกบาน

อาการที่ 3 เขม จิตของพระอริยเจ้ามีแต่ความเกษมสำราญ เพราะปราศจากห้วงน้ำไหลมาท่วมท้นห้วงน้ำใหญ่เรียกว่า "โอฆะ" ไม่อาจจะท่วมจิตของพระอริยะเจ้าได้

อาการที่ 4 จิตของพระอริยะไม่หวั่นไหวไปตามอำนาจกิเลส ไม่ตกอยู่ในห้วงแห่งอวิชชา จิตของพระอริยะมีแต่อาโลโก สว่างไสวแจ่มแจ้ง ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เคยพบเคยเห็นตั้งแต่ภพก่อนชาติก่อน และไม่เคยฟังจากใคร คราวนี้ก็แจ่มแจ้งไปเลย เพราะท่านตัดอวิชชาเสียได้"

 

คัดลอกจาก : http://www.manager.co.th/budish/kaewmanee29.html