- 09 ต.ค. 2559
รู้จริง...รู้แจ้ง...ทุกเรื่องราวแห่งพระอริยสงฆ์ http://panyayan.tnews.co.th
สมัยที่ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ไปพำนักบำเพ็ญเพียรกรรมฐานอยู่ที่ถ้ำสาริกา นครนายก ... ที่ชายเขาตรงทางขึ้นไปยังถ้ำสาริกานั้นมีสำนักวิปัสสนาอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีขรัวตาท่านหนึ่งพักบำเพ็ญธรรมอยู่
คืนวันหนึ่ง หลวงปู่มั่นนึกถึงขรัวตาท่านนี้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ในเวลานี้ ท่านจึงกำหนดจิต ส่งกระแสจิตลงมาดู พอดีว่าขณะนั้นเป็นเวลาที่ขรัวตากำลังคิดวุ่นวายไปกับกิจธุระในครอบครัวของตนจนยุ่งไปหมด และคิดเกี่ยวกับอดีตของตัวเอง
ตกดึก หลวงปู่มั่นส่งกระแสจิตลงมาดูอีกก็พบว่า ขรัวตากำลังคิดห่วงลูกคนนั้นหลานคนนี้อยู่ร่ำไป
จวนสว่าง หลวงปู่มั่นส่งกระแสจิตลงมาดูอีกก็พบว่า ขรัวตายังไม่หลับไม่นอน กระสับกระส่าย ห่วงหน้าพะวงหลัง ห่วงลูกห่วงหลานให้วุ่นวายไปหมด
หลวงปู่มั่นจึงถอนใจด้วยความเวทนายิ่งนักที่ขรัวตาอุตส่าห์มาบวชแล้วยังตัดภาระความผูกพันกับครอบครัวไม่ขาด คิดแต่จะสร้างบ้านสร้างเรือน สร้างภพสร้างชาติ สร้างวัฏสงสาร ไม่มีสิ้นสุดในวิถีแห่งการปรุงแต่งเอาเสียเลย
ตอนเช้า หลวงปู่มั่นลงจากถ้ำมาบิณฑบาต ขากลับจึงแวะไปเยี่ยมขรัวตาถึงที่พัก แล้วพูดเป็นเชิงคำถามว่า
“เป็นอย่างไรหลวงพ่อ ... ปลูกบ้านใหม่ แต่งงานกับคู่ครองใหม่ แต่เป็นแม่หนูคนเก่า? เมื่อคืนนี้ตลอดคืนไม่ยอมนอน ... คืนต่อไปคงจะสบายใจ ไม่ต้องวุ่นวายจัดแจงสั่งลูกคนนั้นให้ทำสิ่งนั้น สั่งหลานคนนี้ให้ทำสิ่งนี้อีกละกระมัง! เมื่อคืนนี้รู้สึกว่าหลวงพ่อมีงานมาก วุ่นวายพอดู แทบมิได้พักผ่อนหลับนอนมิใช่หรือ?”
ขรัวตาได้ฟังแล้วถึงกับตะลึงด้วยความอัศจรรย์ใจ แล้วยิ้มอาย ๆ ถามว่า
“พระอาจารย์รู้ด้วยหรือครับ?”
หลวงปู่มั่นยิ้มแล้วตอบว่า
“ผมเข้าใจว่าหลวงพ่อจะรู้เรื่องของตัวเองดียิ่งกว่าผมเป็นไหน ๆ แต่ทำไมกลับมาถามผมเช่นนี้อีก! ผมเข้าใจว่า ความคิดปรุงแต่งของหลวงพ่อเป็นไปด้วยเจตนาและพอใจในความคิดนั้น ๆ จนลืมหลับนอนไปทั้งคืน แม้แต่รุ่งเช้าตลอดมาจนถึงขณะนี้ และผมก็เข้าใจว่า หลวงพ่อจงใจคิดเรื่องนั้นอยู่อย่างเพลินใจจนไม่มีสติจะยับยั้ง และยังพยายามทำตัวให้เป็นไปตามความคิดนั้น ๆ อยู่อย่างมั่นใจ ... มิใช่หรือ!”
ขรัวตาได้ฟังก็ถึงกับหน้าซีดเหมือนคนจะเป็นลม ทั้งอายและทั้งกลัว พูดออกมาด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า
“พระอาจารย์เป็นพระอัศจรรย์มาก ... ผมคิดอะไรอยู่ในใจ ท่านรู้หมด!”
หลวงปู่มั่นเห็นขรัวตางก ๆ เงิ่น ๆ ทั้งกลัวทั้งอาย ทำท่าจะเป็นลมเป็นแล้งไปอย่างปัจจุบันทันด่วน ก็ให้มีจิตเมตตาคิดสงสาร ขืนพูดอะไรอีกต่อไป เดี๋ยวขรัวตาเป็นอะไรไปก็จะแย่ จึงหาอุบายพูดเรื่องอื่นพอให้พ้นเรื่องไป แล้วก็กลับขึ้นถ้ำสาริกา
สามวันต่อมา โยมผู้รับใช้ขรัวตาท่านนั้นได้ขึ้นไปนมัสการหลวงปู่มั่นถึงในถ้ำ แล้วเรียนให้ทราบว่า ขรัวตาท่านนั้นหนีไปอยู่ที่อื่นเสียแล้วตั้งแต่เมื่อเช้าวานนี้ โดยให้เหตุผลว่า
“อาตมาอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว เพราะพระอาจารย์มั่นมาหาแล้วเทศน์หนัก ๆ เสียยกหนึ่ง อายจนแทบเป็นลมสลบไปต่อหน้าท่าน ถ้าพระอาจารย์มั่นขืนเทศน์ต่อไปอีกสักประโยคสองประโยค อาตมาต้องล้มตายต่อหน้าท่านแน่ ๆ อาตมาอยู่ไม่ได้แล้ว อับอายขายหน้าเหลือประมาณ ต้องไปให้ไกลจากที่นี่ให้สุดหล้าฟ้าเขียว อาตมาคิดอย่างไร พระอาจารย์มั่นท่านรู้หมด ธรรมดาปุถุชนก็ย่อมมีคิดดีคิดชั่วบ้างเป็นธรรมดา จะห้ามไม่ให้คิดได้อย่างไร ทีนี้พอเราคิดอะไร พระอาจารย์มั่นรู้เสียหมด อย่างนี้อาตมาอยู่ไม่ได้แน่ หนีไปตายที่อื่นดีกว่า อย่าอยู่ให้พระอาจารย์ท่านคอยเป็นห่วงกังวลหนักใจด้วยเลย”
หลวงปู่มั่นทราบเรื่องแล้วก็บังเกิดความสลดใจที่ทำคุณให้โทษ โปรดสัตว์ได้บาป ... ที่พูดไปก็เป็นการเตือนขรัวตาด้วยเจตนาดี มีเมตตาสงสาร อยากให้หยุดคิดห่วงกังวลเรื่องครอบครัวและลูกหลานเสีย
จากวันนั้นเป็นต้นมา หลวงปู่มั่นก็มิได้สนใจคิดและส่งกระแสจิตไปถึงขรัวตาอีก เพราะถือเป็นบทเรียนที่จะไม่ทักดักใจคนอื่นถึงความคิดนึกทั้งทางดีและชั่วโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน เพื่อเจ้าตัวผู้ฟังจะได้ไม่เสียขวัญ ได้รับความกระทบกระเทือนใจโดยไม่จำเป็น
อันการทักดักใจคนด้วย “เจโตปริยญาณ” นี้ ดุจมีดดาบสองคม ... พึงใช้ให้เป็น ให้ถูกกาลเทศะและตัวบุคคล ถึงจะชอบ ถึงจะควร!!
ที่มา : board.palungjit.org
