ความล้ำลึกแห่งพระปรีชาญาณทางธรรม!! เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงสนทนาธรรมเรื่องหลักการเจริญสมาธิขั้นสูงกับหลวงพ่อพุธ!!

รู้จริง... รู้แจ้ง... ทุกเรื่องราวพระอริยสงฆ์ http://panyayan.tnews.co.th

ความล้ำลึกแห่งพระปรีชาญาณทางธรรม!! เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงสนทนาธรรมเรื่องหลักการเจริญสมาธิขั้นสูงกับหลวงพ่อพุธ!!

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย (พระราชสังวรญาณ) เป็นลูกศิษย์รุ่นสุดท้ายของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ซึ่งถือว่าเป็นพระอาจารย์และสหธรรมิก (สหายธรรม) ของหลวงปู่มั่น อีกทั้งยังได้ปฏิบัติธรรมร่วมกับพระอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นท่านอื่นๆในสมัยนั้นอีกด้วย

 

พระราชปุจฉาวิสัชนาธรรม ระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ กับ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ณ วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา  ทรงถามว่า คำว่า "วิญญาณ" หมายความว่า "ธาตุรู้" ใช่ไหมขอรับ ?

หลวงพ่อพุธ : คำว่า "วิญญาณ" คือ "ธาตุรู้" วิญญาณในเบญจขันธ์ หมายถึง วิญญาณรู้จากของ ๒ อย่างกระทบกัน เช่น

"ตา" กับ "รูป" กระทับกัน เกิดภูมิรู้ขึ้น เรียกว่า "จักขุวิญญาณ"

"เสียง" กับ "หู" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ขึ้น เรียกว่า "โสตวิญญาณ"

"กลิ่น" กับ "จมูก" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ เรียกว่า "ฆานวิญญาณ"

"ลิ้น" กับ "รส" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ เรียกว่า "ชิวหาวิญญาณ"

"กาย" กับ "สิ่งสัมผัส" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ขึ้นเรียกว่า "กายวิญญาณ"

"จิต" นึกคิด "อารมณ์" เกิดภูมิรู้ขึ้น เรียกว่า "มโนวิญญาณ" อันเป็นวิญญาณในขันธ์ ๕

ทีนี้ "วิญญาณ" ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง "ปฏิสนธิวิญญาณ" คือ วิญญาณรู้ผุด รู้เกิด

ความล้ำลึกแห่งพระปรีชาญาณทางธรรม!! เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงสนทนาธรรมเรื่องหลักการเจริญสมาธิขั้นสูงกับหลวงพ่อพุธ!!

ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทรงถามต่อว่า : พอจิตนิ่ง ลมหายใจจะหายไป และคำภาวนาก็หายไปพร้อมกัน แต่รู้สึกเช่นนี้เพียงเดี๋ยวเดียวก็หายไป ควรจะทำอย่างไรต่อไป ?

หลวงพ่อพุธ : เมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้ว จิตจะสงบละเอียดไปถึงจุดที่เรียกว่า "อัปปนาสมาธิ" ลมหายใจก็ทำท่าจะหายขาดไป คำภาวนาก็หายไป พอรู้สึกว่ามีอาการเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นก็เกิดอาการตกใจ แล้วจิตก็ถอนจากสมาธิ เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ถ้ายังเสียดายความเป็นของจิตในขณะนั้น ให้กำหนดจิตพิจารณาใหม่ จนกว่าจิตจะสงบลงไป จนกว่าลมหายใจจะหายขาดไป คำภาวนาจะหายไป ถ้าตอนนี้เราไม่เกิดเอะใจหรือเปลี่ยนใจขึ้นมาก่อน จิตจะสงบนิ่งละเอียดลงไปกว่านั้น ในที่สุดจิตก็จะเข้าสู่"อัปปนาสมาธิ"อยู่ในขั้นตัวก็หายไปหมด ยังเหลือแต่จิตรู้สงบสว่างอยู่อย่างเดียว ร่างกายตัวตนไม่ปรากฏ

แต่ถ้าไม่ทำอย่างนั้น เมื่อลมหายใจหายไป คำภาวนาก็จะหายไป แล้วก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเลื่อนให้จิตมา "พิจารณา" พิจารณาโดย"เพ่ง"กำหนดลงที่ใดลงหนึ่ง จะบริเวณร่างกายลงที่ใดที่หนึ่ง จะบริเวณร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น กระดูก พิจารณาจนจิตเห็นกระดูก แต่ตายังไม่เห็นก่อน ให้พิจารณาจนจิตสงบเห็นกระดูกชัดเจน ในทำนองนี้จะทำให้จิตเป็นสมถกรรมฐานเร็วขึ้น

ความล้ำลึกแห่งพระปรีชาญาณทางธรรม!! เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงสนทนาธรรมเรื่องหลักการเจริญสมาธิขั้นสูงกับหลวงพ่อพุธ!!

เคยมีตัวอย่างครูบาอาจารย์ให้คำแนะนำกันมา คือ ท่านอาจารย์องค์หนึ่งภาวนาพุทโธ มาถึง ๖ ปี จิตสงบลงไป แต่ทำท่าว่าลมหายใจจะหายไป คำภาวนาก็หายไป แล้วสมาธิก็ถอนออก จิตไม่ถึงความสงบสักที อาจารย์องค์นี้จึงไปถามอาจารย์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งอาจารย์องค์นี้เป็นชีผ้าขาว ไม่ได้บวชเป็นเณร ว่า "ทำอย่างไรจิตมันจะสงบดีๆ สักที" อาจารย์องค์นั้นก็ให้คำแนะนำ ว่า "ให้เพ่งลงที่หน้าอก พิจารณาให้เห็นกระดูก โดยพิจารณาลอกหนังออก แล้วจึงจ้องจิตบริกรรม ภาวนาลงไปว่า อัฐิ อัฐิ อัฐิ" อาจารย์ที่ถามจึงนำวิธีการนี้ไปปฏิบัติ ก็เกิดจิตสงบเป็นสมาธิ ในครั้งแรกก็มองเห็นเศษกระดูกตรงนั้น จิตมันก็นิ่งจ้องอยู่ตรงนั้น และผลสุดท้ายก็มองเห็นโครงกระดูกทั่วตัวไปหมด ในเมื่อมองเห็นโครงกระดูกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง โครงกระดูกก็พังลงไปและสลายตัวไป สลายไปหมด ยังเหลือแต่จิตสงบนิ่ง สว่างอยู่อย่างเดียว และในอันดับต่อไปนั้น จิตจะสงบนิ่ง สว่างอยู่เฉยๆ ภายหลังเมื่อจิตสงบสว่างอยู่พอสมควรแล้ว ก็เกิดความรู้อันละเอียดขึ้นมาภายในจิต แต่ไม่ทราบว่าอะไร มันมีลักษณะรู้ขึ้นมาแล้วก็ผ่านไป มันเหมือนกับกลุ่มเมฆที่มันผ่านสายตาเราไปนั่นแหละ จิตก็นิ่งเฉย สงบนิ่ง สว่างอยู่ตลอดเวลา ที่มีให้รู้ให้เห็นก็ผ่านไปเรื่อยๆ

เราลองนึกภาพดูว่า ที่เกิดขึ้นเช่นนี้เรียกว่าอะไร อาการเป็นเช่นนี้เป็นภูมิรู้ภูมิปัญญาอย่างละเอียดของจิตเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความจริงที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติ สภาวธรรมส่วนที่เป็นสัจธรรมเกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติ มีแต่สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ ซึ่งท่านอาจารย์มั่นเรียกว่า "ฐีติภูตัง" ซึ่งมีความหมายว่า "ฐีติ" คือ ความตั้งเด่นของจิต อยู่ในสภาพที่สงบนิ่ง เป็นกิริยาประชุมพร้อมของอริยมรรคยังจิตให้บรรลุถึงความสุคติภาพโดยสมบูรณ์ เมื่อจิตประชุมพร้อม ภายในจิตมีลักษณะสงบ นิ่ง สว่าง อำนาจของอริยมรรคสามารถปฏิบัติจิตให้เกิด ภูมิรู้ภูมิธรรมอย่างละเอียด ภูมิรู้ภูมิธรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างละเอียด ไม่มีสมมติบัญญัติ เรียกว่า "ภูตัง" หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ โดยธรรมชาติของมันอย่างนั้น แต่ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร สงสัยต่อไปในเมื่อเราไม่สามารถจะเรียกว่าอะไร ทำอย่างไรเราจึงจะรู้สิ่งนั้น

พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกไว้ แม้แต่ท่านแสดงธรรมจักรฯ ให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ฟัง เมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะรู้ธรรม เห็นธรรม ก็รู้แต่ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"

 

พระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ กับ หลวงพ่อพุธ ฐานิโยณ