- 17 ต.ค. 2559
รู้จริง... รู้แจ้ง... ทุกเรื่องราวพระอริยสงฆ์http://panyayan.tnews.co.th
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงเล่าถึงกษัตริย์ต่างแดน กษัตริย์โบดวงแห่งประเทศเบลเยียม
พระองค์นี้ให้ พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ ฟัง และผมก็ฟังจาก พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ มาอีกต่อหนึ่ง
เรื่องมีอยู่ว่า กษัตริย์โบดวงได้เสด็จฯ มาเยือนประเทศไทยเป็นทางการ พร้อมด้วยพระบรมราชินี ระหว่างที่ประทับอยู่ในพระนครในฐานะเป็นราชอาคันตุกะนั้นได้ทรงชักนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเร เป็นหลายครั้งให้เปลี่ยนศาสนาไปนับถือศาสนาคริสต์อย่างพระองค์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสถามถึงเหตุผลที่ทรงชักชวน กษัตริย์พระองค์นั้นกราบทูลว่า พระองค์ทรงมีความรักใคร่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเรามาก ไม่อยากจะพลัดพรากเหินห่างจากกันเลย แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเราทรงนับถือศาสนาคริสต์ด้วยกันเท่านั้น เพราะศาสนาคริสต์สอนว่า คริสต์ศาสนิกชนเมื่อสิ้นชีพแล้วจะได้ไปอยู่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าชั่วนิรันดร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ปฏิเสธคำทูลโดยตรง แต่ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า
“พระพุทธศาสนาก็เชิดชูสัจจะ คือความจริง สอนให้ผู้นับถือเข้าถึงความจริง และสัจจะคือความจริงนั้นย่อมมีสภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้ปฏิบัติถูกทางแล้วย่อมจะเข้าถึงได้ ดังนั้น ถ้าคำสอนแห่งศาสนาคริสต์เป็นสัจธรรมและพระผู้เป็นเจ้ามีจริง แม้พระองค์นับถือพระพุทธศาสนาก็คงจะเข้าถึงเป็นแน่ แม้ว่าจะมีผู้อื่นคั่นอยู่ระหว่างพระองค์กับพระผู้เป็นเจ้าก็คงจะมีคนเดียว คือองค์กษัตริย์ผู้ทรงชักชวนพระองค์เท่านั้น”
พระราชดำรัสนี้เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระราชอาคันตุกะมาก จนถึงสนพระราชหฤทัยที่จะทรงศึกษาคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหาหนังสือพระพุทธศาสนาภาษาอังกฤษส่งไปถวายในโอกาสต่อมา
ท่านมหาปิ่นบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่อง...
“แปลกและน่าทึ่งในพระปรีชาสามารถเป็นอันมาก ... ผมเล่าความจากกระแสพระราชดำรัสตรัสเล่าตามที่จำได้”
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเราได้ทรงโต้ตอบกษัตริย์โบดวงดังกล่าวข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นถึง พระราชปฎิพานของพระองค์ได้อย่างแจ่มชัดที่สุด ทั้งยังแสดงว่า ทรงเข้าพระราชหฤทัยในศาสนาทั้งสองคือพุทธและคริสต์อย่างลึกซึ้งถ่องแท้
คัดลอกจาก บางตอนใน “หนังสือพระราชอารมณ์ขัน ของคุณวิลาศ มณีวัต”
